phramahaweera.siam2web.com พระมหาวีระ ปุญฺญวีโร Wat Anongkharam

Engine by สยามทูเว็บผู้ให้บริการเว็บไซต์สำเร็จรูป
 

 

 

น้อมระลึกนึกถึงแม่

 

 

 

แม่เป็นพรหมจตุรพักตร์พิทักษ์ลูก

แม่เป็นผู้สอนให้รู้ถูกรู้ผิดเป็นครูใหญ่

แม่เป็นพระอรหันต์ทองคำผ่องอำไพ

แม่เป็นผู้ให้ ให้ ให้ ใครมิปาน

สรุปว่า...

แม่เป็นผู้สร้าง เป็นผู้สอน เป็นผู้ส่ง เป็นผู้เสริม  และเป็นผู้เสียสละ

แม่เป็นผู้ให้คือ ให้โลก

ให้รู้

ให้รัก

ให้หลักประกัน

 

 

วันอาสาฬหบูชาชวนคำนึง            พาคิดถึงสังฆรัตน์อุบัติกาล

                                       โกณทัญญะรัตตัญญูสถิตย์นาน      ขอกราบกรานองค์ปฐมบรมศาสน์

 

 

 

บทความที่ลงหนังสือวิสาขบูชาประจำปี 2557

ทายไม่ออก!  บอกไม่ถูก !

                                                      โดยพระมหาวีระ   ปุญฺญวีโร

                                                     ป.ธ. ๗  พธ.บ.(ภาษาอังกฤษ) 

          การใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรารู้ได้โดยยาก กำหนดไม่ได้  และไม่สามารถคาดเดาได้ตลอดเวลา สิ่งนั้นสามารถเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกขณะทุกเวลา นั่นก็คือ จิตใจ และ อารมณ์ เพราะจิตใจของคนเรานั้นเปลี่ยนแปลงง่าย เปรียบเสมือนสายลมที่เปลี่ยนทิศ ทำให้จิตไม่มั่นคง กล่าวคือ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เช่น บางครั้งก็เป็นมาร  บางกาลก็เป็นเทวดา บางเวลาก็เป็นพระ บางจังหวะก็เป็นพรหม บางอารมณ์ก็เป็นยักษ์ บางพักก็เป็นคน บางหนก็เป็นมนุษย์ นี่แหละคือจิตของคนเรา เอาแน่นอนไม่ได้ แต่บางครั้งเราก็สามารถรู้ได้จากลักษณะ สีหน้า ท่าทาง การพูด การแสดงออก เช่น ยิ้มแย้ม แจ่มใส หรือ หน้าบูด หน้าเบี้ยว แสดงอาการไม่พอใจ อย่างนี้เป็นต้น ลักษณะเช่นนี้เราสามารถเดาออก บอกได้ ว่าคนๆนั้น อารมณ์ดีหรือไม่ดีมีจิตใจเป็นเช่นไรในขณะนั้น    แต่ก็มีอยู่สิ่งเดียวที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคนนั้นๆไปตามอารมณ์ได้ง่าย นั่นก็คือ จิตที่มั่นคง หรือจิตที่ฝึกดีแล้ว และผู้นั้นก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมด้วย ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งที่มากระทบดังพุทธสุภาษิตที่ว่า จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ แปลว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขให้

             ส่วนอีกประเภทหนึ่งคนบางคนมีสีหน้า ท่าทาง การพูด บอกอีกอย่าง ในใจก็คิดอีกอย่าง เช่น สีหน้าบอกเป็นมิตร แต่ในใจคิดอาฆาตพยาบาท ไม่เป็นมิตร แสร้งเป็นทำดีตบตาก็มี ซึ่งยากที่จะเดาออก บอกถูก ว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่  เพราะเหตุนั้นการที่ผู้เขียนได้ยกหัวข้อที่ว่า ทายไม่ออก บอกไม่ถูกขึ้นเป็นชื่อเรื่อง  ก็เพราะว่า ทุกวันนี้จะดูคนก็ดูยาก แม้แต่ดูมากๆก็ยากที่จะบอกได้ว่าเป็นคนเช่นไร  การที่เราจะรู้นิสัยใจคอของใครสักคนได้นั้น  ไม่ใช่อาศัยเฉพาะเวลาชั่วนิดในการตัดสิน หรือพิสูจน์คนนั้นๆ ว่าดีหรือไม่ดี  เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ผู้เขียนเล็งเห็นถึงความสำคัญของคำว่า “พิสูจน์” (prove) เพื่อมาตัดสินบุคคลนั้นๆ ว่าเป็นคนเช่นไร คำว่า พิสูจน์ แปลว่า บ่ง หรือ ชี้แจงให้รู้เหตุผล  ทดลองให้เห็นจริง  ทดลองหาความจริง (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2542) กล่าวคือ สิ่งใดก็ตามเมื่อได้พิสูจน์แล้ว สิ่งนั้นจะต้องทำให้เราเห็นแจ้งรู้จริง หรือ พบกับความเป็นจริง เชื่อถือได้ ในประเด็นนี้ผู้เขียน อยากให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน หรือแก่สังคมที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น  ไม่ใช่ใครพูดอะไรก็เชื่อ ใครสั่งให้ทำอะไรก็ทำ โดยไม่ได้พินิจพิจารณาหาเหตุหาผล ว่าถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี ควรหรือมิควร เพราะคนเราทุกวันนี้ เข้าตำราที่ว่า รู้หน้า แต่ไม่รู้ใจ เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการพิสูจน์มาตัดสิน  เพื่อหาข้อเท็จจริง ดังคำที่ว่า การตัดสินคดีพิสูจน์ศาล  กาลเวลาพิสูจน์คน (ชั่ว-ดี มี-จน จริงใจ-ไม่จริงใจ)  

            คนเราทุกวันนี้ ไม่ว่าสังคมใดก็ตาม ทุกวงการ ทุกองค์กร ไม่ว่าทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี ต่างก็มีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะสัมพันธชนคนใกล้เคียงที่อยู่รอบข้างเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน  คนร่วมงาน  เจ้านาย หัวหน้า ลูกน้อง ก็ตาม  คนจำพวกนี้เมื่ออยู่ร่วมกันจะทำให้เราทราบถึง พฤติกรรมนิสัยใจคอว่า เป็นคนเช่นไร เช่น จริงใจหรือไม่จริงใจ ดี หรือไม่ดี ซื่อสัตย์ หรือคดโกง หน้าไหว้หลังหลอก ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ เป็นต้น จึงเป็นเหตุให้มีสำนวนไทยสำนวนหนึ่งที่ว่า “ระยะทางพิสูจน์ม้า  กาลเวลาพิสูจน์คน” (Time will tell. Only time can tell.)  หมายความว่า ระยะทางที่แสนยาวไกลสามารถรู้ถึงกำลังของม้าว่าเป็นอย่างไร  คนเราเมื่ออยู่ด้วยกันเป็นเวลานานสามารถเห็นถึงธาตุแท้หรือความจริงใจของกันและกันได้ อีกนัยหนึ่ง ระยะทางจะบอกว่าม้าแกร่งกล้าหรือล้าอ่อน ทางไกลไปดงดอนวิ่งตะลอนถึงจุดหมายได้  ก็เหมือนม้ามีเชาว์ดี มีฝีเท้าเร็วย่อมวิ่งไปได้เร็วกว่าม้าที่อ่อนกำลัง คนเราก็เหมือนกันจะดูคนว่าดี หรือชั่ว จริงใจหรือไม่จริงใจ โกหกตอแหล  เสแสร้งแกล้งทำ ไม่ใช่ดูแค่ผิวเผินเพียงเวลาชั่วนิด แล้วคิดว่าคนๆนั้นเป็นคนดี หรือเป็นคนที่ใช่ กล่าวคือจิตใจคนเรายากที่จะหยั่งรู้ได้ ซึ่งต่างจาก ความลึกของระดับน้ำทะเล ความสูงของภูเขามนุษย์เราสามารถวัดได้ และหยั่งความสูงและความลึกได้ แม้แต่เครื่องบินที่บินอยู่บนน่านฟ้า ยังสามารถทราบระดับความสูงได้   ส่วนจิตใจ นิสัย พฤติกรรม ของคนเรายากที่จะรู้ได้  ต้องอาศัยเวลาเป็นเครื่องตัดสิน พิสูจน์บุคคลนั้นๆ จึงจะเห็นตัวตนที่แท้จริงของเขาได้ เช่นตัวอย่าง สามี ภรรยาที่อยู่ด้วยกัน ต่างก็เรียนรู้นิสัยใจคอของกันและกัน ค่อยๆปรับเข้าหากัน จึงจะอยู่ด้วยกันได้ตลอดรอดฝั่งแม้แต่เพื่อนสนิทมิตรสหายก็เช่นเดียวกัน เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ให้รู้ว่า เพื่อนแท้ หรือ เพื่อนเทียม เพื่อนกินหรือเพื่อนตาย แน่นอนว่า ทุกคนต่างก็มีบทบาท อุดมการณ์  จุดยืน สถานภาพที่แตกต่างกัน แต่สิ่งนั้นไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเครื่องวัดคุณค่าของความเป็นคนดีได้สมบูรณ์ตลอดไป  เพราะกาลเวลาเปลี่ยนไป จิตใจก็เปลี่ยนได้ แม้แต่ลมยังเปลี่ยนทิศ ชีวิตคนเรานี่หรือจะเปลี่ยนไม่ได้  เพราะฉะนั้นถ้าคนเรายืนหยัดในความถูกต้องเที่ยงตรง  เที่ยงธรรม ไม่มีอคติลำเอียง นั่นแสดงว่า บุคคลนั้น มีคุณธรรมเป็นที่ตั้ง  แต่ในการเป็นอยู่ของสังคมเราทุกวันนี้ ไม่ได้คำนึง ว่า ผิดหรือ ถูก  ดี หรือ ชั่วเสมอไป เพราะคิดเอาแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง และที่สำคัญเพราะมีอำนาจบางอย่างมาทำให้เปลี่ยนแปลง และก็เปลี่ยนไป เพราะหลงในอำนาจนั้น  อะไรก็ตามเมื่อถูกอำนาจนี้ครอบงำแล้ว  คนที่เคยขึ้นชื่อว่า เป็นคนดี ก็กลายเป็นคนเลวได้ ที่เคยเที่ยงตรง ก็กลายเป็น ลำเอียง ที่เคยอยู่ข้างเคียง ก็แปรพรรคไม่จงรักภักดี  นั่นก็คือ อำนาจเงิน  เมื่อพูดถึงอำนาจเงินผู้เขียนได้เคยอธิบายไว้ในเรื่องค่าของคน ตอนหนึ่ง (หนังสือวิสาขบูชาปี 2555)    แต่ในส่วนประเด็นนี้จะขอหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในส่วนความหมายเพิ่มเติม ตามหลักภาษาศาสตร์(Linguistics) ที่ว่าเปรียบเงินคือพระเจ้า (MONEY IS GOD) หรือจะเรียกว่า พระเจ้าเงินตราก็ได้  กล่าวคือ นักภาษาศาสตร์บางท่าน (Lakoff & Johnson. 1980) กล่าวว่า การเปรียบเทียบหรืออุปลักษณ์ (Metaphor) สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นต้องมีค่า หรือยิ่งใหญ่ หรือคนให้ความสำคัญกับสิ่งนั้นมาก หมายความว่า พระเจ้าคือผู้ยิ่งใหญ่ สามารถบันดาลอะไรได้ตามปรารถนาสารพัดในปฐพี เอามันนี่(money) แลกได้ดั่งใจหมาย นี่คืออำนาจเงิน คือพระเจ้า  ในส่วนตรงนี้ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้เคยตรัสกับพระอานนท์เถระเกี่ยวกับห่อเงินและทองที่ตกอยู่ข้างคันนาที่พวกโจรปล้นแล้วนำมาซ่อนไว้ พระองค์จึงตรัสชี้ให้เห็นว่า เงินและทองเปรียบเสมือน อสรพิษร้ายแก่บรรพชิต ส่วนชาวบ้านคนทั่วไปจะมองเป็นแก้วสารพัดนึก สุดท้ายจากแก้วสารพัดนึกก็กลายเป็นแก้วสารพัดพิษถ้าไม่มีสติ  โบราณท่านจึงกล่าวไว้ว่า เหล็กแท่งแข็งกระด้าง เอาเงินง้างอ่อนตามความประสงค์  แต่เราก็อย่าลืมว่า เงินไม่เข้าใครออกใคร  บันดาลให้ทั้งคุณและให้ทั้งโทษได้ดังต่อไปนี้

            ๑. เงิน   ทำให้โง่ หมายถึง เห็นกลับทำเป็นไม่เห็น รู้กลับทำเป็นไม่รู้ ผิดกลายเป็นถูก จากขัดใจกลายเป็นคล้อยตาม ไม่ขัดข้อง (โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก แต่ถ้าโง่มากๆยากที่จะเป็นใหญ่)

            ๒. เงิน   ทำให้งก   หมายถึง ไม่รู้จักคำว่า พอ ยิ่งได้ ยิ่งอยาก ยิ่งมาก ยิ่งโลภ ไม่มีที่สิ้นสุดดังพุทธสุภาษิตที่ว่า โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย อติโลโภ หิ ปาปโก ยิ่งโลภมากเท่าใด ยิ่งบรรลัย ฉิบหายมากเท่านั้น ((สํ.ส.๑๕/๕๙ น.ธ.ตรี)

            ๓. เงิน  ทำให้งง หมายถึง ได้เงินมาง่ายๆ มากไป ทำให้ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก(ทุจริต คอร์รัปชั่น) อีกประเภทหนึ่ง ถูกลอตเตอรี่ ลูกรางวัลที่ 1 หรือ ลุ้นโชคได้รับรางวัลใหญ่ อย่างนี้เรียกว่าเงินทำให้งง ฉะนั้นมีเงินก็อย่างง อย่าไปหลงจนสุดขีด เงินก็เหมือนพวงมาลัย อาจจะกลายเป็นพวงหรีดก็ได้

            ๔. เงิน   ทำให้งัด   หมายถึง  ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ส่วนได้ส่วนเสียไม่เท่ากัน ทำให้งัดข้อ ขัดแย้ง  เกลียด  แค้น ชิงชัง อาฆาตพยาบาท จองเวรกันไม่เลิก ดูได้จากสังคมที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เพราะผลประโยชน์ อำนาจเงินทั้งนั้น ถึงทำให้แตกคอ แตกแยก เดือดร้อน วุ่นวาย ไม่จบไม่สิ้นกันสักที

            ๕. เงิน   ทำให้หงาย หมายถึง ความลับที่ถูกปกปิดจะถูกเปิดเผย ที่ถูกปิดปาก ทำให้เปิดปาก  เปิดโปง สิ่งที่ไม่รู้ก็จะได้รู้ สิ่งที่ไม่ได้เห็นก็จะเห็นประจักษ์ สิ่งที่ไม่เคยได้ยินก็ได้ยิน ชัดเจน แจ่มแจ้ง

            ๖. เงิน   ทำให้ง่าย  หมายถึง คนเห็นแก่เงิน เห็นแก่สิ่งของ ถูกล่อด้วยอามิส ดึงเข้าไปร่วมพวก ร่วมพรรคจงรักภักดี ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง เข้าตำราที่ว่า  อยู่ก็สบาย ไปก็สะดวก อยู่ก็ไม่ลำบาก จากก็ไม่ลำเข็ญ ไม่ติดขัดเพราะใช้เงินซื้อได้ (คนประเภทนี้ คือ คนไม่มีจุดยืน หรือ ไม่ยืนหยัด ตั้งมั่นอยู่ในอุดมการณ์ที่ถูกต้อง)

           ๗. เงิน   ทำให้งอน หมายถึง ให้น้อยไปก็ขัดใจ ไม่ร่วมมือด้วย  ไม่เข้าพรรคพวกด้วย หรือให้ไม่เท่ากันก็น้อยใจ แสดงอาการไม่พอใจ ทำงานแบบไม่เต็มใจ จนทำให้หักหลังกันได้ สุดท้ายก็พัง แตกคอกัน

           ๘. เงิน   ทำให้งาม  หมายถึงเนรมิตได้ดั่งใจหมาย บันดาลทุกสิ่งให้สวยสดงดงาม ตระการตา ทำให้หลงใหลและ ชอบใจแก่ผู้พบเห็นได้ เช่นเนรมิตบ้านหลังโตๆ คอนโดหรูหรา สรรหารถราคาแพงๆ  ทั้งหมดนี้คืออำนาจของเงิน เพราะฉะนั้นถ้าเราใช้ไปในทางที่ถูกต้อง ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดศีลธรรม มีสติในการใช้ และการรับ ก็ถือว่า เป็นคุณแก่ผู้นั้น  ตามที่กล่าวมาแล้วเราจะเห็นว่า เงินซื้อได้ทุกอย่างก็จริง แต่อย่างไรก็ตามมีบางอย่างที่เงินตราไม่สามารถซื้อได้ มีดังนี้

               ๑. เวลา  หมายความว่า เวลาวารีไม่เคยรอใคร และไม่สามารถเอาเงินซื้อให้กลับคืนมาได้ ดังคำที่ว่า มีเงินเป็นร้อยล้าน ก็ซื้อเมื่อวานมาไม่ได้ กล่าวคือ เวลาล่วงไปๆ ไม่สามารถเอาเงินซื้อให้กลับคืนมาให้เหมือนเดิมได้(ความตาย) หรือคิดจะกลับไปแก้ไขสิ่งที่ได้ทำไปแล้วในอดีตก็ไม่ได้เช่นกัน (ความพลาดพลั้ง)เป็นเพียงบทเรียนสอนชีวิตเท่านั้น

               ๒. ความรัก (ที่แท้จริง) หมายความว่า ความรักที่ยิ่งใหญ่เช่นความรักที่พ่อแม่มีให้ลูก คือความรักที่บริสุทธิ์ ไม่สามารถตีเป็นค่าราคาได้  เงินซื้อความรักที่แท้จริง ที่จริงใจ และยิ่งใหญ่ไม่ได้ ดังคำที่ว่า เงินซื้อได้แต่ตัว แต่หัวใจครอบครองไม่ได้ กล่าวคือ คนที่เอาตัวเข้าแลกกับเงิน(ขายตัว) เพราะเห็นแก่เงิน โดยไม่ได้คิดถึงความต่ำต้อย ด้อยค่าเมื่อพูดถึงประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึง ความรักของคนทั่วๆไป ที่เราเห็นกันในสังคมปัจจุบัน บางคนอาจค้านขึ้นว่า  ใช้เงินซื้อความรักได้   ก็จริงแต่เป็นความรักที่จำยอมเพราะอำนาจเงินเป็นที่ตั้ง ซึ่งไม่ได้เป็นความรักที่แท้จริง หรือ จากใจจริง เข้าตำราที่ว่า รักเพราะหวังผล เมื่ออับจนก็เลิกกัน  คือรักเพื่อหวังผลประโยชน์ แสวงหาทรัพย์สมบัติโดยไม่ได้คำนึงถึงความดี ความถูกต้อง เป็นที่ตั้งอย่างนี้ก็มีให้เห็นในสังคมเรา เช่นวงการดารา นักร้อง นักแสดง เราจะเห็นได้ตามข่าวแต่ละวัน เปลี่ยนคู่ครองเป็นว่าเล่น รักง่ายหน่ายเร็ว โดยไม่ได้คำนึงถึง อายุ เพศ วัย หน้าตา  ความหล่อ ความสวย ขอแค่รวย ดังคำที่ว่า รูปหล่อเป็นรอง ขอมองแค่ความรวยก็เป็นพอ  สุดท้ายก็ต้องร้าง เลิก ลาจากกันไป เปลี่ยนแล้วก็เปลี่ยนอีกหาความสุขสนุกกับชีวิตคู่ไปวันๆ โดยไม่มีความมั่นคงในการใช้ชีวิตคู่ที่แท้จริง

               ๓. ชีวิต หมายความว่า ชีวิตของมนุษย์ที่มีค่าเท่านั้น ไม่ได้หมายถึงสัตว์เดรัจฉาน ในส่วนข้อนี้ ผู้เขียนเน้นไปที่ การใช้ชีวิต และการเป็นอยู่ของบุคคลในแต่ละวันเช่น   เงินซื้อที่ได้ ซื้ออาคารบ้านเรือนได้ แต่ซื้อความสุขภายในบ้านไม่ได้   เงินซื้อนาฬิกาได้  แต่ซื้อเวลาไม่ได้(มีความหมายตรงกับข้อที่๑)  เงินซื้อตำแหน่ง ซื้อยศ ฐาบรรดาศักดิ์ได้ แต่ซื้อความเคารพนับถือไม่ได้(ซื้อใจ) เงินซื้อประกันได้ แต่ซื้อความปลอดภัยของชีวิตทุกขณะไม่ได้  เงินซื้อเตียงนอนนุ่มๆได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้(ไม่มีความสุขกับการนอน) และ เงินซื้อยารักษาโรคได้ แต่ซื้อการที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้ ดังสุภาษิตที่ว่า อโรคฺยา ปรมา ลาภาความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ฯลฯ

               ๔. มิตรแท้ หมายความว่า มิตรที่จริงใจกับเราทั้งต่อหน้าและลับหลัง (เพื่อนกินหาง่ายเพื่อนตายหายาก)  ทางพระพุทธศาสนาแบ่งมิตรแท้ไว้ ๔ ประเภท คือมิตรอุปการะ ๑ มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข ๑ มิตรแนะนำประโยชน์ ๑ มิตรมีความรักใคร่ ๑ ถ้าขึ้นชื่อว่า เป็นมิตรแท้กันจริงๆแล้ว เงินก็ไม่สามารถซื้อได้ อะไรก็ไม่สามารถทำให้ขาดจากกันได้ เพราะมีความเชื่อมั่นและเชื่อใจต่อกัน  เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า เงินสามารถบันดาลได้และก็ไม่ได้ ตามที่กล่าวมาแล้ว เงินคือสมบัติภายนอก บันดาลให้ทั้งสุขและทุกข์ ซึ่งต่างจากสมบัติภายใน(อริยทรัพย์)  ความดี บุญ-กุศล  ที่ไม่มีขาย อยากได้ต้องทำเอง ในส่วนประเด็นนี้ ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านลองมองในแง่มุมด้านพระพุทธศาสนาที่ว่า ชีวิตเราก็มีเท่านี้ มาเปล่าไปเปล่า กล่าวคือ ทรัพย์สินทั้งมวลเรือกสวนไร่นาที่ตนอุตส่าห์แสวงหาเอาไว้  ก็ต้องพลัดพรากจากกระจาย  เมื่อตัวล้มตายไปนอนหลับตา ไม่มีอะไรติดตามตัวไปได้นอกเสียจากบุญ-บาป ที่ได้สั่งสมเอาไว้ ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า น มิยฺยมานํ ธนมนฺเวติ กิญฺจิ แม้ทรัพย์นิดเดียวก็ติดตามตัวคนตายไปไม่ได้ อย่าลืมว่า จะยิ่งใหญ่มีอำนาจวาสนาสักเพียงใด ก็ไม่ใหญ่ไปกว่าโลง (ฝากไว้ให้คิด)

                ดังนั้น การที่ผู้เขียนได้อธิบายเน้นถึงจิตใจ นิสัย และพฤติกรรมของคนเรานั้น ก็เพราะว่าสิ่งที่ทายยากก็คือทายใจ เดาใจ และสิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นก็คือพฤติกรรม นิสัย สันดาน ถ้าเรา อยู่กับใคร คบกับใคร ทำงานกับใคร  เราจะค่อยๆรู้ว่าคนๆนั้นเป็นคนเช่นไร เพราะยึดสำนวนที่ว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ยิ่งกว่านั้นในสังคมรอบตัวเราไม่ควรประมาทในการเป็นอยู่ และการใช้ชีวิต โดยเฉพาะสัมพันธชนคนใกล้เคียง ควรรู้เขารู้เรา รู้เขาก็คือ รู้การเป็นอยู่ของคนรอบข้างเพื่อว่า รู้เท่าเอาไว้กันรู้ทันเอาไว้แก้ และที่สำคัญ ตัวเราเองอย่าเป็นคนหูเบา ให้ใช้ปัญญานำหน้า และศรัทธาตามหลัง มีความหนักแน่นและแยกแยะออก  อย่าตื่นข่าว ได้ยินอะไรมาก็เชื่อ โดยไม่พิจารณาหาเหตุหาผล อย่าเอาตัวบุคคลเป็นที่ตั้ง คือ ให้ยึดความถูกต้อง ยึดธรรม อย่ายึดบุคคลเป็นที่ตั้ง(คนไม่ดี) และ อย่าวิจารณ์โดยไม่ผ่านการวิเคราะห์ คือ ให้วิเคราะห์ก่อนวิจารณ์ จะได้พูดไม่ผิดพลาด และไม่พลาดพิงใครให้เสียหาย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วเราจะดูใครสักคนต้องดูนานๆ เพราะจิตใจนิสัยสันดานของคน เปลี่ยนแปลงได้ กำหนดได้ยาก ทายไม่ออก บอกไม่ถูก ได้แค่อาศัย เรื่องราวที่ผ่านมากาลเวลาเท่านั้นที่ทำให้รู้พฤติกรรมของคน กล่าวคือ กาลเวลาจะค่อยๆเปิดเผย เฉลยออกให้เห็น อย่างที่เขาเป็น ว่าเยือกเย็นหรือรุ่มร้อน (ธาตุแท้)  อีกอย่างหนึ่งการที่จะดูคนว่าเป็นคนเช่นไร เราต้องดูที่การกระทำและคำพูด ดังคำภาษิตที่นักปราชญ์ทางพุทธศาสนาท่านหนึ่งได้สอนสืบๆกันมาเป็นเวลาช้านานว่า...    

   คนดีชอบแก้ไข        คนจัญไรชอบแก้ตัว
    คนชั่วชอบทำลาย    คนมักง่ายชอบทิ้ง
    คนจริงชอบทำ         คนระยำชอบติ

               จากภาษิตข้างบนเราก็พอจะทายออก บอกถูกว่าคนๆนั้นมีพฤติกรรมเป็นเช่นไรที่แสดงออกมาให้เราเห็น เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งในการเป็นอยู่ในสังคมปัจจุบันเราต้องรู้เขารู้เรา ถ้าไม่รู้เขารู้แต่เรา จะไม่มีทางกันและทางแก้  เปรียบเสมือนม้ามีเชาว์ดี ที่มีฝีเท้าเร็ว  ย่อมวิ่งไปได้เร็วกว่าม้าที่อ่อนกำลัง และ เปรียบเสมือนคนมีปัญญาดีที่ไม่ประมาทในการเป็นอยู่  มีสติตื่นตัวในการดำเนินชีวิต รู้ว่าอะไรควรมิควร แล้วจึงทำ ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่ประมาทในชีวิต หลับอยู่ มัวเมาเพลิดเพลินในอบายมุข ไม่ได้คิดให้รอบคอบก่อนทำ ก่อนพูด ผลที่ตามมาคือนำความเดือดร้อนมาให้ในภายหลัง สมดังพุทธสุภาษิตที่ว่า

อปฺปมตฺโต ปมตฺเตสุ                 สุตฺเตสุ พหุชาคโร 

      อพลสฺสํว สีฆสฺโส                     หิตฺวา ยาติ สุเมธโสติ.

                    แปลว่า คนมีปัญญาดีไม่ประมาท เมื่อคนอื่นพากันประมาท และตื่นอยู่ ในเมื่อคนอื่นหลับ
                   เขาจึงละทิ้งคนเหล่านั้นไปไกล เหมือนม้ามีฝีเท้าเร็ว วิ่งไปได้เร็วกว่าม้าอ่อนกำลัง ฉะนั้น

                                                                          (ธัมมปทัฏฐกถาภาค 2 หน้า 94)

Website: http://phramahaweera.siam2web.com
E-Mail: P_weera86@hotmail.com

 

 

 

 

 

สงกรานต์ปีนี้ (2557)

จะเดินทางใกล้-ไกล

จะอยู่ที่ใด  จะไปที่ไหน

ขอให้ปลอดภัย ปราศจากภยันตรายทั้งหลาย

เล่นน้ำให้สนุก มีความสุขกับการไหว้พระทำบุญ

จะได้ช่วยค้ำจุน เสริมบุญราศรี ให้โชคดีมีชัยตลอดไป




ธรรมประจำเดือนนี้

1.ทำดีให้ถูกดี คือ ถูกต้อง ถูกใจ ถูกเรื่อง ถูกความประสงค์

2.ทำดีให้ถึงดี คือ อย่าทำๆหยุดๆ พยายามร่ำไปจนกว่าจะได้สิ่งที่ตนปรารถนา

3.ทำดีให้พอดี คือ ไม่มากไป และไม่น้อยจนเกินไป

4.ทำดีให้ถูกเวลา คือ รู้ว่าเวลาไหนควรทำไม่ควรทำ

5.ทำดีให้ถูกสถานที่ คือ รู้ที่ไหนควรไม่ควร

6.ทำดีให้ถูกบุคคล คือความดีต้องทำกับคนดี จึงมีผล  ถ้าทำดีกับคนชั่วก็เปล่าประโยชน์

 

 

 

   คำขวัญวันเด็ก ปี 2557
กตัญญู
รู้หน้าที่
เป็นเด็กดี
 มีวินัย
 สร้างไทยให้มั่นคง

 

เด็กจะดีได้ต้องเริ่มที่พ่อ ก่อที่แม่ แก้ที่ลูก ปลูกที่โรงเรียน  เปลี่ยนทีวัด (ขัดเกลานิสัย อบรม)

        อย่าลืมว่า.........

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า   ทำทีท่าแม้นละหม้ายคล้ายพ่อแม่
  ผู้ใหญ่ดีเด็กก็งามตามเหล่ากอ    ผู้ใหญ่บ้าเด็กก็บอพอๆกัน 

 

 

 

 

ธรรมประจำปีใหม่ 2557

มองโลกในแง่ดี

มีเมตตา กรุณา

ไม่ริษยาต่อใคร

    ให้อภัยซึ่งกันและกัน

หมั่นทบทวนชีวิต

             คิดให้รอบคอบก่อนทำ ......


 

 

 

5 ธันวามหาราช

                                                        แปดสิบหกพระพรรษาภูมิพล                   ภูวดลเทียมฟ้าที่กว้างใหญ่

                                        หกสิบเจ็ดครองราชย์ปราชญ์ลือไกล       พระมิ่งจอมชัยของปวงชาวไทยฯ

                                       ทีฆายุโก โหตุ มหาราชา                     เปรมปรีดา ทรงเกษมปราศโรคภัย

                                       เป็นร่มโพธิ์ไทร สถิตย์ในใจ                  เป็นกฤษ์ชัยทั่วธานินทร์ถิ่นสยาม ฯ


                                     

                             ทีฆายุโก  โหตุ มหาราชา

                              ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

 

 

                                                                      สุขสันต์วันลอยกระทง


                                                วันขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนสิบสอง             น้ำเจิ่งนองเฝ้ามองทั่วธารา

                                                น้อมใจบูชาพุทธปาทา                      อีกคงคาขอสักกาวันทนา

                                                ประเพณีลอยกระทง คงยาวนาน          แต่โบราณ สิ้นกาล ชวนรักษา

                                                 ดวงจันทราส่องแสงนวลยวนเย้ายิ่ง    ขอทุกสิ่ง ทุกข์ระทม จมหายไป ฯ

 

 

 

 

บทความที่ลงในหนังสือวิสาขบูชา2556 วัดอนงคาราม กรุงเทพ ฯ

รู้เท่า!รู้ทัน! กันโลกแตก                                        

   โดย พระมหาวีระ  ปุญฺญวีโร ป.ธ.7

 

การเป็นอยู่ในสังคมเราทุกวันนี้ โดยเฉพาะการใช้ชีวิตของคนเราในแต่ละวัน  ซึ่งเราจะต้องรู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะโลกเรานั้น ได้มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย  อาจจะมีทั้งคุณและโทษ ที่เราจะต้องรู้เท่ารู้ทัน เพราะการรู้เท่าทัน จะมีทางกันและทางแก้เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นมาในชีวิตเรา  ดังนั้นผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านมีสติ ไม่ประมาทในการดำเนินชีวิตและได้มองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวเรามากขึ้น

ซึ่งสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม แต่ก็ขอให้รู้เท่ารู้ทันกันไว้ก่อน เพราะการรู้เท่าทันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นถือว่าเป็นการไม่ประมาท  นั่นก็คือ เรื่องโลกแตก  พอพูดถึงโลกแตก ผู้เขียนขอย้อนไปถึงปลายปีที่แล้วคือปี 2012  เรื่องนี้ได้สร้างความตื่นตระหนก ตกใจ หวาดกลัวกันถ้วนหน้า  ได้มีการรายงานข่าวไม่ว่าจะเป็นข่าวสด ข่าวเด่น ข่าวรายวันก็ตามที พอรับรู้ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ วารสารต่างๆ ได้สร้างความหวาดกลัว ตื่นตระหนก ตกใจกับผู้คนเป็นจำนวนมาก  กลัวโลกแตกดับทุกมุมของโลก  จนทำให้ผู้เชี่ยวชาญบางท่านให้เหตุผลบางประการกับข่าวลือโลกแตก4 ทาง โดยให้เหตุผลที่แตกต่างกันดังนี้

1.ทางดาราศาสตร์ เชื่อว่าจะเกิดการเรียงตัวกันของ โลก  กาแล็คซี่ทางช้างเผือก และดวงอาทิตย์ (จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่)
2.ทางโบราณคดี เชื่อว่าเป็นวันสุดท้ายในปฏิทินของชาวมายา(ชนเผ่ามายาแห่งอเมริกากลาง) สิ้นสุดแค่ 2012 เท่านั้น
3.ทางโหราศาสตร์ NOSTRADAMUS ได้ทำนายไว้เกี่ยวกับราศี และตีความ บอกว่ามันสอดคล้องกับ ทางดาราศาสตร์
4.ทางด้าน UFO  เชื่อเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาว-จานบินต่างดาว (ยูเอฟโอ-UFO)” หรือความลี้ลับกับวันสิ้นโลกนั่นเอง

จากเหตุผลทั้ง 4 ทางนี้ที่ผู้เขียนได้นำมาให้ผู้อ่านพิจารณาเท่านั้น แต่ไม่ได้ให้ท่านผู้อ่านปักใจเชื่อเลยทีเดียว  แม้จะมีนักวิทยาศาสตร์ นักดาราศาสตร์ รวมถึงองค์การNASA-องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา เรียงหน้าออกมาแจกแจงแถลงว่า ’21/12/2012 เป็นวันสิ้นโลก“ ด้วยปัจจัยต่าง ๆ ก็ตามที ก็ถือว่าเป็นเหตุผลของนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเท่านั้น   แต่เมื่อเราพิจารณาดูว่า ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ โลกเราก็ยังไม่แตกดับ ยังไม่ถึงวันสิ้นโลก หรือพินาศไปแต่ประการใด ตามคำทำนายที่ปรากฏตามข่าว   ส่วนในทัศนคติแง่มุมของผู้เขียนไม่ขอกล่าวถึง4 ประเด็นข้างต้นนี้  เพราะเป็นเรื่องของทางดาราศาสตร์ก็ดี การทำนายทางโหราศาสตร์ก็ตามที ฟังๆดูแล้วเหมือนเป็นการสร้างข่าว หรือ สร้างกระแส  ให้ผู้คนตื่นตระหนก ตกใจกลัวเท่านั้นเอง แต่เราก็ผ่านวันนั้นมาได้ด้วยดี  โดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ผู้คนก็ตกใจกลัวโลกจะแตก เหมือนในหนังภาพยนตร์ 2012 วันสิ้นโลก  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรรู้เท่ารู้ทันสังคมปัจจุบันก็แล้วกัน  เพราะการรู้เท่าถือว่าเอาไว้กัน  การรู้ทันถือว่าเอาไว้แก้  แต่ถ้าว่าไม่รู้เท่าทันปรากฏการณ์ของโลกก็จะหมดทางกันและทางแก้ ซึ่งในส่วนตรงนี้จะไม่ขออธิบาย  ผู้เขียนจะขออธิบายอ้างอิงถึงหลักธรรมอันมีปรากฏในพระไตรปิฎก จะขอหยิบยกกล่าวถึงโลก ในทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น   แต่ก่อนอื่นผู้เขียนขอเท้าความถึงเรื่องโลกแตกที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้น  คือช่วงปลายปีที่แล้ว 2012 ได้มีญาติโยม บางท่านบางคน ได้ถามถึงประเด็นนี้เช่นกัน โดยถามว่า โลกจะแตกจริงไหม เราจะตายไหม ประมาณนั้น  และผู้เขียนก็ตอบผู้ถามไปว่า ตายสิโยม เพราะมีเกิด ก็ต้องมีตายอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ว่าจะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แต่เรื่องของโลกแตกอาตมาไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจะแตกดับหรือไม่แตกดับ วันไหน เดือนไหน ปีไหน กำหนดไม่ได้ ทายไม่ออก บอกไม่ถูก   ซึ่งในวันนั้นรู้สึกว่าญาติโยมได้ใส่บาตร ทำบุญกันเป็นพิเศษ เพราะกลัวโลกแตก(กลัวตาย) เลยทำบุญ เป็นทุนไว้  ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ผู้เขียนได้เก็บมาเขียนเป็นบทความในครั้งนี้ โดยกล่าวถึงโลก ในทัศนคติของผู้เขียนเอง จะขอกล่าวถึงโลกในภาษาบาลี หมายเอาโลก 2  ที่มนุษย์เราต้องหันมาดู และใส่ใจเป็นพิเศษ( โลกวคฺค ธมฺมปท. ขุ.ธ. ๒๕/๓๘ ) ซึ่งกำลังแตกอยู่ทุกวันนี้คือ...

  1.     โลกโดยตรง ได้แก่ แผ่นดินที่อาศัย (Earth)
  2.  โลกโดยอ้อม ได้แก่ หมู่สัตว์ผู้อาศัย  ( Human beings)

ซึ่งประเด็นนี้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสให้พุทธบริษัทหันมาดูโลกทั้ง 2 ให้พิจารณารู้จักของจริง สิ่งที่เป็นจริง ละสิ่งที่เป็นโทษ ไม่ข้องติดในสิ่งที่เป็นคุณ พิจารณาให้เห็นถึงคุณและโทษของโลก ซึ่งมีลักษณะ 3 ประการคือ

  1. สิ่งที่ให้โทษโดยส่วนเดียว เปรียบเสมือนยาพิษ
  2.  สิ่งที่ให้โทษในเมื่อเกินพอดี  เปรียบด้วยของมึนเมา
3.สิ่งที่เป็นอุปการะ เปรียบเสมือนอาหาร และยารักษาโรค นั่นหมายความว่า เมื่อเราไม่พิจารณา ไม่หยั่งเห็นโลกโดยถ่องแท้ เป็นผู้ชื่อว่า หมกอยู่ในโลก ก็เพราะเราเพลิดเพลินในสิ่งอันให้โทษ  ระเริงจนเกินพอดี ในสิ่งอันอาจให้โทษ และติดในสิ่งที่เป็นอุปการะ ดังนั้น ผู้หมกอยู่ในโลกย่อมได้รับทุกข์
  1. บ้าง  สุขบ้าง สิ่งนั้น ๆ  จะพึงอำนวย  แม้สุขก็เป็นเพียง สามิสสุข  คือ ความสุขที่อิงอามิส กล่าวคือความสุขที่อาศัยกามคุณ  มีเหยื่อเจือด้วยของล่อใจเป็นเหตุแห่งความติด  ดุจเหยื่อ  คือ  มังสะอันเบ็ดเกี่ยวไว้  เป็นผู้อันจะพึงถูกจูงไปได้ตามปรารถนา เพราะเหตุนั้นพระพุทธองค์จึงตรัสให้คนเราหันมาดูโลก ที่ตระการตาดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ ดังที่ปรากฏในโลกวรรค ธรรมบทว่า

        เอถ ปสฺสถิมํ โลกํ       จิตฺตํ ราชรถูปมํ

       ยตฺถ พาลา วิสีทนฺติ     นตฺถิ สงฺโค วิชานตํ ฯ

 

 

แปลว่า..ท่านทั้งหลายจงมาดูโลกนี้อันตระการตาดุจราชรถที่พวกคนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้หาข้องอยู่ไม่

                                                

 

ประเด็นนี้ผู้เขียนขออธิบายความหมายของคำว่า โลก ตามมติของพระอรรถกถาจารย์ และตามมติของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ที่มีปรากฏในหลักสูตรนักธรรมชั้นเอก ว่า อัตภาพร่างกาย แผ่นดิน หรือหมู่สัตว์ มีความหมายเหมือนกัน คือ เป็น สังขาร ที่ถูกปรุงแต่งขึ้นด้วยเหตุปัจจัยต่างๆมารวมกันเข้าทั้งสิ้น กล่าวคือโลก จะเป็นอัตภาพร่างกาย แผ่นดิน หรือหมู่สัตว์ ก็ตามที จะงดงามตระการตา ด้วยการปรุงแต่งขึ้น จากเหตุและปัจจัย เช่น คนสวย คนงาม ถูกตกแต่งด้วย เสื้อผ้า เครื่องประดับ เป็นต้น หรือแม้แต่ คนเราที่เกิดมามี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ ฯลฯ ที่ไม่สวยงาม แต่เมื่อมาประดับ ตกแต่ง ด้วยเครื่องอาภรณ์แล้ว กลับงดงามตระการตา มันก็ไม่ต่างอะไรกับสำนวนคำสุภาษิตไทยที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง แต่ถ้าเป็นคนปากแหว่งแต่งสไตล์ไหนก็ไม่งาม ดังนั้นให้ผู้อ่านลองพิจารณาแยกกันดูเถิด จะเห็นว่า ไม่มีสิ่งใดที่งดงามเลยแม้แต่น้อย   ส่วนราชรถนั้น เป็นการเปรียบเทียบกับสิ่งที่งดงามวิจิตรตามยุคตามสมัย ที่ทำให้เราหลงใหล เพลิดเพลิน ติดอยู่ในสิ่งนั้นๆ ยกตัวอย่าง สิ่งที่ทำให้เราติดอยู่ในสมัยนี้ ถือว่าทันสมัยเลยทีเดียว  ผู้เขียนขอใช้คำว่า social network เป็นรูปแบบของเว็บไซต์ในการสร้างเครือข่ายสังคม สำหรับผู้ใช้งานในอินเทอร์เน็ตเช่น  เฟชบุ๊ค (Facebook ) ทวิตเตอร์(Twitter ) เป็นต้นโดยเล่นผ่าน คอมพิวเตอร์ (computer) โน๊ตบุ๊ค(notebook) ไอแพด (iPad) ไอโฟน (iPhon) ฯลฯโดยสร้างความเพลิดเพลินไม่รู้จักคำว่า พอ กับโลกออนไลน์ และคำว่า คนเขลา  ในบาลีแปลว่า โง่ ในคาถานี้ หมายถึง ไม่รู้ความเป็นจริง ได้แก่ไม่รู้สัจธรรม ว่าโลกคือ สังขาร นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงพากันหลงใหลหมกอยู่ ในโลกนี้

ดังนั้นในแง่มุมทัศนคติของผู้เขียนได้กล่าวไว้ตอนต้นว่า โลกทั้ง 2 นี้กำลังแตก และได้กลายมาเป็นปัญหาโลกแตกในสังคมปัจจุบันก็ว่าได้  ซึ่งยังแก้ไขไม่ได้ เพราะว่าคนเรายังหลงหมกมุ่น เพลิดเพลินยินดีในโลกมากเกินไปจนทำให้โลกแตก ในที่สุดเพราะ สังคมสับสน วุ่นวาย  อันตรายด้วยยาเสพติด  ผู้คนคิดแต่ทะเลาะเบาะแว้ง   แย่งที่กันทำมาหากิน  แย่งถิ่นฐานกันอยู่  ชอบแย่งคู่พิศวาส  ชอบแย่ง

อำนาจกันเป็นใหญ่  ฝักใฝ่ในอบายมุข  ติดคุกเพราะบาป-บุญไม่ใส่ใจ  โลกจะบรรลัย  เพราะมนุษย์มีใจวิบัติ ทั้งหมดนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ทำให้โลกแตกในสังคมปัจจุบัน   ลองสังเกตว่า สังคมเราทุกวันนี้ เดือดร้อน สับสน วุ่นวาย  จนกลายเป็นปัญหาของประเทศชาติ เพราะปัจจัยต่างๆดังที่กล่าวมาแล้วเช่น...

1.ปัญหายาเสพติด ทุกวันนี้มีเต็มบ้านเต็มเมืองแก้ไขให้หมดสิ้นไปจากสังคมได้ยาก  มีแต่จะเพิ่มเป็นทวีคูณ  โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน อนาคตของชาติถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ซึ่งเป็นตัวอันตรายที่ทำลายคน เศรษฐกิจ ประเทศชาติ และสังคมอย่างยิ่ง ท่านทั้งหลายจะพบการรายงานข่าวเรื่องยาเสพติดทั้งค้า-ขาย -เสพไม่เว้นแต่ละวัน  จนกลายเป็นปัญหาหลักของประเทศชาติ  ซึ่งทุกวันนี้ทางรัฐบาลก็กำลังป้องกันและปราบปราม แก้ไขอยู่ แต่ก็ยังไม่สิ้นซาก  นับว่ายากต่อการแก้ไข 

2.ผู้คนในสังคมหรือคนในประเทศนั้นๆทะเลาะเบาะแว้งกัน(แบ่งสี) ถึงกลับเลือดนองแผ่นดินก็มีปรากฏให้เห็นมาแล้วตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จนทำให้ คนเราแบ่งพวก แบ่งพรรค แบ่งฝักฝ่าย  ถามว่า พอแบ่งกันแล้วมันเกิดอะไรขึ้นในสังคมประเทศชาติ ตอบว่า มันก็เกิดความแตกแยก แตกสามัคคี เกิดความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  เข้าตำราว่า แบ่งพวกทำให้เสียรัก แบ่งพรรคทำให้เสียสามัคคี แบ่งทั้งพวกแบ่งทั้งพรรคเสียทั้งรักเสียทั้งสามัคคี ดังนั้น คนในชาติต้องหมั่นปลูกไมตรี สามัคคีกันไว้ หวังดีมีไมตรีจิตต่อผู้อื่น คิดช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าเรื่องใหญ่จะเป็นเรื่องเล็ก  มากจะเป็นน้อย  หนักจะเป็นเบา ยากจะเป็นง่าย   สามัคคีกันไว้ทำอะไรก็สำเร็จตามความปรารถนา สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ พลัง  และการที่ประเทศชาติอยู่ได้อย่างเป็นปึกแผ่นนั้น    ก็เพราะคนเรามีความสมานสามัคคีกัน อย่าลืมว่า ความรักมีเพราะสามัคคีมา  แต่ถ้าความรักโรยราเพราะไม่มาของสามัคคี ดังพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประพันธ์ไว้ว่า อันชาติใดไร้รักสมัครสมาน   จะทำการสิ่งใดย่อมไร้ผล  แม้ชาติย่อยยับอับจน  บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร   ดังนั้นประเทศชาติบ้านเมืองจะน่าอยู่ น่าอาศัยเป็นแผ่นดินทอง  ต้องสร้างด้วยแผ่นดินธรรม อันได้แก่ ให้ยึดหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต   มีสติรู้เท่ารู้ทัน  อันจะนำ  ขันติธรรม ความอดทนอดกลั้น หนักแน่น ไม่หวั่นไหว   และไม่มองกันในแง่ร้าย   มีความเข้าใจกันดี ไม่มีอคติ ไม่วิวาทแก่งแย่งกัน  หันหน้าเข้าหากัน ประเทศชาติ ย่อมถึงซึ่งสันติสุข    และสันติภาพ  ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า     สพฺเพสํ    สงฺฆภูตานํ  สามคฺคี วุฑฺฒิสาธิกา แปลว่า  ความพร้อมเพียงของหมู่คณะนำความสุขและความเจริญมาให้ เราจะอยู่ร่วมกันฉันท์มิตรได้เพราะเราหันหน้าเข้าหากัน  ปรึกษาหารือกันอย่าเผชิญหน้าหรือประจันหน้ากัน  หมั่นแก้ไข หมายความว่า แก้ผิดอย่าแก้เผ็ด แก้ไข อย่าแก้แค้น ดังคำที่ว่า อยากดีให้แก้ไข อยากบรรลัยให้แก้ตัว  อยากชั่วให้แก้กฎกติกา นำพาเข้ากิเลสตน เพราะฉะนั้นจงแก้นิสัย สันดานตนให้เข้ากับกฎกติกาที่ชอบประกอบด้วยธรรม และที่สำคัญให้รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกันถือว่าเป็นธรรมที่ประเสริฐอย่างยิ่ง

 

3.แย่งที่ทำกิน แย่งถิ่นฐานกันอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาเกิดจากการเพิ่มขึ้นของประชากรมนุษย์  ความก้าวหน้าทางวิทยาการ   และการพัฒนาเศรษฐกิจ  ทั้ง 3 เหตุผลนี้ ก็เป็นเหตุให้สังคม เดือดร้อน วุ่นวาย เอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน  กลายเป็นปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องปากท้อง ไร้ที่อยู่อาศัย มีอยู่ทุกมุมของโลก เพราะคนเราเต็มไปด้วยความ ไม่มี ไม่พอ ไม่เจียม และ ไม่จำ นั่นหมายความว่า ไม่มีคือ ไม่มีจะกิน จนเพราะกรรมเก่า และไม่สร้างกรรมใหม่คือ ไม่ขยันหา รักษาไว้ไม่ดี มีเพื่อนชั่วเป็นมิตร  เลี้ยงชีวิตไม่เหมาะสม  คำว่า ไม่พอ คือ มีก็ไม่เหลือใช้ ได้ก็ไม่เหลือเก็บ ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย คำว่าไม่เจียม หมายความว่า ไม่รู้จักฐานะ การเป็นอยู่ของตนเอง หลงตัว มัวเพลิดเพลินเพราะอำนาจกิเลส ส่วนคำว่า ไม่จำ คือ เป็นคนพลาดแล้วก็พลาดอีก พลั้งแล้วก็พลั้งอีก ขาดการยั้งคิด ขาดสติ ลืมตัว เพราะอำนาจความประมาท จนกลายเป็นปัญหาโลกแตก  ทางรัฐบาลต้องสร้างงาน จ้างงาน ส่งเสริมอาชีพ และคนในชาติก็ต้องสู้งาน ไม่เกียจคร้านหนักก็เอาเบาก็สู้ ที่สำคัญต้องไม่เลือกงาน การแก่งแย่งกันก็ไม่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์เราดังคำที่ว่า อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ แปลว่า ผู้ขยันย่อมหาทรัพย์ได้

4. แย่งคู่พิศวาส พอพูดถึงคู่พิศวาสท่านทั้งหลายก็นึกถึงความรัก ขึ้นมาทันที เพราะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการแย่งคู่รักในสังคมเราทุกวันนี้   ก็มาจากคำๆเดียวคือคำว่า รัก จนทำให้หลง เกิดการมีชู้  เปลี่ยนคู่  อยู่กับกิ๊ก เป็นมือที่สามก็ตามที ถึงกับฆ่ากันตายเพราะอำนาจของความรักก็มากมี จะเห็นเป็นข่าวเกือบทุกวัน เพราะมีปัญหาเรื่อง ความรักทั้งนั้น  ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกของยุคสมัยใหม่ การมีชู้  เปลี่ยนคู่  อยู่กับกิ๊ก เป็นมือที่สาม คนในสังคมโดยเฉพาะวัยรุ่น วัยหนุ่ม วัยสาวจะมองเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผลที่ตามมาถึงกับสูญเสียชีวิตทุกราย เพราะการหึงหวง ที่แสดงออกด้วยความรัก   ในประเด็นนี้ผู้เขียนขอยกคำนิยามของนักปรัชญาที่กล่าวเกี่ยวกับความรักว่า แต่ละท่านมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ท่านแรก เป็นนักปรัชญาชาวกรีก เอมพิโดเคลส (Empedocles) กล่าวว่า “ความรัก คือ พลังธรรมชาติที่ทำหน้าที่รวมธาตุทั้ง 4 เข้าด้วยกัน คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ ให้ก่อกำเนิดเป็นโลกและสรรพสิ่ง” ท่านที่สอง กิลเบอร์ท (Gillbert) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสกล่าวว่า “ความรัก คือ สวนดอกไม้ที่ต้องรดด้วยน้ำตาแทนน้ำ” ท่านที่สาม คาลิล ยิบราน( Kahlil Gibran) กล่าวว่า “ความรัก คือ ดอกไม้ที่เติบโตและเบ่งบานโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือของฤดูกาล” และอีกคำนิยามหนึ่งด้านนักปราชญ์ศาสนาของเรา (พุทธทาสภิกขุ) กล่าวว่า “ความรัก คือ ความใจกว้างเห็นแก่ผู้อื่นจนไม่มีตัวตนเหลืออยู่” นี่คือคำนิยามที่หลากหลายของนักปราชญ์แต่ละท่านที่ให้ข้อคิดไว้  แม้แต่รัชกาลที่6 (ร.6) พระองค์ยังได้พระราชนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่องความรักไว้น่าคิดเช่นเดียวกันใน เรื่องมัทนะพาธา ที่ว่า…

 

 

ความรักเหมือนโรคา     บันดาลตาให้มืดมน                                                                                                                             

ไม่ยินและไม่ยล             อุปสรรค-ใดใด                                                                                                                         

ความรักเหมือนโคถึก     กำลังคึกผิขังไว้                                                                                                                                 

ยอมโลดจากคอกไป       บ่ยอมอยู่ ณ ที่ขัง                                                                                                                       

ถึงหากจะผูกไว้               ก็ดึงไปด้วยกำลัง                                                                                                                            

ยิ่งห้ามก็ยิ่งคลั่ง            บ่หวนคิดถึงเจ็บตาม

 

แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องความรักนี้ตามหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาก็มีปรากฏเช่นเดียวกันเกี่ยวกับความรัก ได้แก่  ความรักฝ่ายต่ำ หรือฝ่ายชั่ว (อกุศล) เป็นอาการหรือธรรมชาติในด้านมืดของความรัก เป็นความรักฝ่ายกิเลส ที่จะทำให้จิตใจผู้ที่รักและคนที่ถูกรักตกต่ำลง เรียกความรักกลุ่มนี้ว่า “ความเสน่หา” (สิเนหะ) หรือ “ตัณหา” หรือจะเรียกว่า “ความรักที่จะเอา” คือ เอาความรัก ความสุข และทุกอย่างมาครอบครองที่ตนเองเป็นสำคัญ (ความเห็นแก่ตัว)

ความรักฝ่ายกลาง (อัพยากฤต) เป็นความรักที่สูงกว่าความรักฝ่ายต่ำ ความรักฝ่ายนี้อยู่กึ่งกลางระหว่างความดีและความชั่ว สามารถถูกความชั่วดึงไปก็ได้ ถูกความดีดึงออกไปก็ได้ จึงอยู่ระหว่างความรักแบบเสน่หาและเมตตาหรือคุณธรรม เรียกความรักแบบนี้ว่า “เปมะ” หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ความรักแท้” เป็นความรักในครอบครัว ความรักที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในครอบครัวนั่นเอง  

ความรักฝ่ายดี (กุศล) เป็นความรักในระดับที่สูงกว่าความรักที่กล่าวมาแล้ว ความรักประเภทนี้เป็นความดีงามที่บริสุทธิ์ใจ ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน เรียกว่า “เมตตา” หรือเรียกว่า “ความรักบริสุทธิ์”และสุดท้ายเป็นความรักฝ่ายดีที่สูงที่ขึ้นไปกว่าเมตตา เป็นความรักในสิ่งที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ถือว่าเป็นกุศลอย่างยิ่ง ผู้ที่มีความรักประเภทนี้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์มาก จนสามารถควบคุม อำนาจฝ่ายต่ำหรือความรักฝ่ายต่ำได้ จนกระทั่งสามารถทำลายได้อย่างถาวร จึงเป็นความรักขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา ซึ่งจะเรียกว่า “กุศลฉันทะ” คือยินดีหรือพอใจในฝ่ายกุศล เพื่อต้องการหลุดพ้นจากกิเลส  ในส่วนเรื่องของความรักนี้ผู้เขียนได้รวบรวมคำที่มีความหมายตรงกับคำบาลีไว้หลากหลายคำมีดังนี้ ความรักคือความกำหนัดยินดี เรียกว่า ราคะ    ความรักคือความทะยานอยาก เรียกว่า ตัณหา   ความรักคือความใคร่เยื่อใย เรียกว่า สิเนหา คำไทยเรียกว่าเสน่หา  ความรักคือความเพลิดเพลิน เรียกว่านันทิ  ความรักคือความปรารถนา ต้องการ เรียกว่าอิจฉา  ความรักคือความผูกพัน เรียกว่า ปฏิพัทธา  ความรักคือความอยากได้ เรียกว่า โลภะ    ความรักคือความรักใคร่ปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข เรียกว่า เมตตา   ความรักคือความสงสาร ต้องการให้พ้นจากความทุกข์  เรียกว่ากรุณา   ความรักคือความใคร่ หมกมุ่น เรียกว่า กาม   ความรักคือความพอใจ หรือยินดีเรียกว่าฉันทะ   ความรักคืออารมณ์ที่น่ารักน่าใคร่ พอใจเรียกว่า เปมะ ทั้งหมดนี้คือคำนิยามแห่งความรัก ที่มีทั้งคุณและโทษที่ปรากฏในภาษาบาลีดังที่ผู้เขียนได้รวบรวมเอาไว้ ให้ผู้อ่านได้พิจารณาถึงความรักที่คนเรามีต่อกันและกัน ในสังคมปัจจุบัน ว่ามีความรักกันแบบไหน

 

5. แย่งอำนาจกันเป็นใหญ่ ประเด็นนี้ถือว่า เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากภายใน คือภายในใจมนุษย์นั่นเอง กล่าวคือ ความละโมบโลภมาก ไม่รู้จักพอ อยากจะเป็นใหญ่ ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ดังพระบาลีที่ว่า โลโภ ธมฺมานํ ปริปนฺโถ ความโลภเป็นอันตรายแห่งธรรมทั้งหลาย  อติโลโภ หิ ปาปโก ยิ่งโลภมากเท่าไร ก็ยิ่งบรรลัยมากเท่านั้น จะเห็นได้ว่า การบริหารก็ดี การปกครองก็ตามที ต้องการมีอำนาจกันทั้งนั้น อย่าลืมว่า วโส  อิสฺสรยํ  โลเก อำนาจเป็นใหญ่ในโลก  ผู้คนทั้งหลายจึงพากันเสาะแสวงหาให้ได้มาซึ่งอำนาจ  แต่การได้มาซึ่งอำนาจส่วนมากจะถูกครอบงำด้วยอำนาจอกุศล ทุจริต คอร์รับชั่นจนทำให้คนเราเป็นที่ต้องการ อิสริยยศ  ความเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นให้ระวัง 3 ฝ่ายคือฝ่ายที่มีอำนาจ ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจ และ ฝ่ายที่อยากเข้าไปมีอำนาจทั้ง 3 ฝ่ายนี้ ถือว่าน่ากลัวต่อประเทศชาติบ้านเมือง เมื่อพูดถึงอำนาจ ความเป็นใหญ่แล้วทำให้นึกถึงข้อคิดที่คนโบราณชอบเตือนไว้ว่า..

 

เมื่อมีอำนาจ              อย่าลืมนึกถึงยามหมดอำนาจ                                                                                                                  

เมื่อมีความสุข            อย่าลืมนึกถึงยามมีความทุกข์                                                                                                              

เวลาอิ่ม                     อย่าลืมนึกถึงเวลาหิว                                                                                                                             

เวลาร่ำรวย                 อย่าลืมนึกถึงเวลายากจน

 

 

พอสรุปจากประเด็นข้างบนนี้ได้ว่า ได้ยศ อย่าประมาท ได้อำนาจอย่าเมา ทุกสิ่งทุกอย่าง มีได้-มีเสีย มีขึ้น- มีลง มีชื่นชม- มีขมขื่น ตรงกับสำนวนที่ว่า ยามบุญมี เขาก็ยก ยามต่ำตกเขาก็หยาม อย่าลืมว่า จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็เล็กกว่าโลง

6. ฝักใฝ่ในอบายมุข นี่ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนในสังคมหมกมุ่น ลุ่มหลงอยู่ในอำนาจปากของความเสื่อมหรือทางที่นำไปสู่ความฉิบหายนั่นเอง ได้แก่ ดื่มเหล้า เข้าไนท์ผับ กลับบ้านสาย ออกลายนักเลง เก่งการพนัน  ไม่ขยันทำงาน  คบคนพาลเป็นมิตร  คิดแต่จะเที่ยว ทั้งหมดนี้เป็นโทษ ไม่ควรทำ และไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว แต่เมื่อหลงเข้าไปแล้ว จะนำความฉิบหายล่มจมมาสู่ตนเอง และครอบครัว อย่างแน่นอน ขึ้นชื่อว่า อบายมุข ทำให้ชีวิตมืดมน เพราะเห็นแก่กาม  ตามใจอยาก มากคู่เคียง  เสี่ยงกับการติดโรค จนกลายเป็นปัญหาโลกแตกจนถึงทุกวันนี้  ยังแก้ไขไม่ได้ เพราะคนเรามีความใคร่ ความอยาก ความไม่รู้จักพอ จึงหลงเพลิดเพลิน หมกมุ่น ประเภทที่ว่า ฉุดกระชาก ลากดึงก็ไม่ขึ้น สมดังพุทธสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ ตอนต้น เกี่ยวกับเรื่องโลก 2 ที่คนเขลาหมกอยู่ แต่พวกผู้รู้ กลับมองเป็นโทษ หลีกได้ หนีพ้น  ไม่ต้องทนทุกข์เพราะอบายมุข

7.ติดคุกเพราะบาป-บุญไม่ใส่ใจ  เพราะคนเรามีใจต่ำ  ใจทราม  หมายความว่า เรื่องความดี ความชั่ว เรื่องถูก เรื่องผิด ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ไร้ศีลธรรม จึงต้องเข้าคุกเข้าตะราง ตามที่ตนเองได้ก่อกรรมทำเอาไว้ เข้าตำราที่ว่า บุญก็ไม่ทำ ชอบก่อแต่กรรมชั่ว ทำผิดกฎหมาย ก็เพราะมีใจวิบัตินั่นเอง ตรงกับสำนวนที่ว่า ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ (พุทธทาสภิกขุ) เพราะฉะนั้นเรื่องของใจสูง-ใจต่ำ หรือใจวิบัติ คิดชั่ว

 

ทำชั่ว เป็นเรื่องของศีลธรรมและ คุณธรรม ทั้งนั้น  ถ้าสังคมเราไม่มีธรรมทั้งสองนี้แล้ว โลกย่อมสับสน เดือดร้อน วุ่นวาย ไร้สุข จนแก้ไขไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของจิตใจ กล่าวคือ คนเราต่างจิตก็ต่างใจ ที่จะแก้ไขเยียวยา ขึ้นอยู่กับการอบรม สั่งสมมา อยากให้ดีต้องเพิ่มวิตามินทางจิตใจ(ปลูกฝัง) และเพิ่มโปรตีนทางสติปัญญา(อบรม สั่งสอน) คือต้องฝึกหัด ขัดเกลาจริตอัธยาศัยให้ดีงามตั้งแต่ต้น  จึงจะแก้ไข เยี่ยวยาได้ 

ดังนั้นการที่ผู้เขียนได้อธิบายมาตั้งแต่ต้น จนจบเกี่ยวกับบทความเรื่องรู้เท่า รู้ทันกันโลกแตกนี้ ก็เพราะต้องการเตือนสติ ให้คนเราไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต ไม่ตื่นตระหนก ตกใจ กลัวภัยที่ยังมาไม่ถึง เพียงแต่ให้เราคำนึงนึกถึงโลกคือแผ่นดินที่อาศัย และโลกคือหมู่สัตว์ต่างหากที่กำลังแตก เพราะเป็นเรื่องของมนุษย์ที่ได้กระทำทั้งนั้น  ไม่ได้กล่าวถึงโลกที่เกี่ยวกับระบบ สุริยะจักรวาล หรือภัยพิบัติทางธรรมชาติทั้งสิ้น เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติภายนอกตัวเรา เกิดขึ้นเอง มีเองตามธรรมชาติ ยากที่จะกำหนดได้ ทายออก บอกถูก 100 % ว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ก็ต้องรู้เท่าทันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน  เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าผู้เขียนเน้นเรื่องภายใน คือให้เราหันมาดูภายในใจของเรานั่นเอง หรือหันมาดูโลกที่เราหลงใหล  เพลิดเพลิน หมกมุ่น ข้องอยู่ จนกลายเป็นโทษ ทำให้สังคมสับสน เดือดร้อน วุ่นวาย ไร้สุข เพราะการกระทำของมนุษย์ทั้งนั้น  การที่เราจะแก้ไขปัญหาโลกแตกนี้ได้คนในสังคมประเทศชาติทุกคนต้องช่วยกันดังนี้

 

 

1.ปลูกไมตรีจิตไม่คิดเบียดเบียนซึ่งกันและกัน รู้จักให้อภัย ให้มีเมตตา กรุณารักใคร่ สงสารต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน    

2.แสวงหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ ไม่ประกอบในทางทุจริต  ผิดศีลธรรม                                                                                                                     

3.ไม่ละเมิดสิทธิของกันและกัน   ให้เกียรติซึ่งกันและกัน                                                                                                                                                  

4.ไม่ทำลายเกียรติ ศักดิ์ศรี ความนับถือ ความเชื่อถือของกันและกัน  และที่สำคัญ                                                                                                         

5.มีสติไม่ประมาทในกาลทุกเมื่อ    ก็คือให้มีสติเป็นเครื่องป้องกันภัยทุกชนิด คิดให้รอบครอบ    ถ้าทำได้ทั้ง 5 ข้อนี้โลกก็จะอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่สับสน  ไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย ตรงกับคำที่ว่า เมื่อศีลธรรมกลับมา โลกาจะร่มเย็น

 

 

 



 

 

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.3066552439744.1073741826.1741532231&type=3

คลิ๊กไปชมภาพสังเวชนียสถาน 4 ตำบล ที่ประเทศอินเดีย-เนปาล

 

                                                   วันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 

 

เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้นพร้อมๆ กันถึง 4 ประการ ได้แก่

            1.วันนั้นตรงกับวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ซึ่งพระจันทร์เสวยมาฆฤกษ์

            2.มีพระสงฆ์จำนวน 1,250 รูป มาประชุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ณ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ เพื่อเข้าเฝ้าและสักการะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

            3.พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ ผู้ได้อภิญญา 6

            4.พระสงฆ์ทั้งหมดได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า หรือ เรียกว่า"เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

    และ เพราะเกิดเหตุอัศจรรย์ 4 ประการข้างต้น ทำให้วันมาฆบูชา เรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "วันจาตุรงคสันนิบาต" ซึ่งคำว่า "จาตุรงคสันนิบาต" นี้ มีความหมายตามการแยกศัพท์คือ

          จาตุร แปลว่า 4
          องค์ แปลว่า ส่วน
          สันนิบาต แปลว่า ประชุม  

รวมความว่าการประชุมประกอบไปด้วยองค์ 4 ประการ

มีธรรมะเป็นหัวใจหลักสำคัญของวันมาฆบูชาดังนี้

การไม่ทำชั่วทั้งปวง ( To avoid   evils)

 การทำความดีให้ถึงพร้อม ( To do good)

การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ( To purify your mind )

เชิญชวนท่านสาธุชนทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม และ เวียนเวียน ณ วัดใกล้บ้านท่าน

เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต

อยากมีความสุขให้ทำบุญ

อยากมีทุนให้ทำทาน

อยากมีรูปงามให้รักษาศึล

 


 


 

       

ข้อคิดเป็นคติ วันวาเลนไทน์

เมื่อวันวาเลนไทน์ใจคำนึง 

ชวนนึกถึงบทคำธรรมภาษิต

มีคติเล่าเป็นกลอนสอนให้คิด

ใจไม่ติด จิตต้องด้วยความรัก

      เพราะตระหนักด้วยเหตุ สองประการ

  เป็นตำนาน เล่าขานให้ประจักษ์

                 ผูกสมัคร รักแท้ แทบไม่หัก                    

เพราะใจปักดิ่งลงตรงสิเนหา

ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน           ปจฺจุปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ            อุปฺปลํว ยโถทเกติ ฯ
 ความรักเกิดขึ้นด้วยเหตุสองประการคือ
เคยอยู่ด้วยกันในชาติปางก่อนและเกื้อกูลกันในชาตินี้
เหมือนดอกบัว เมื่อเกิดในน้ำ ย่อมเกิดได้เพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ  คือน้ำและเปือกตม ฉะนั้น

 

 

อย่าลืมว่า..ความรัก มีทั้งที่เป็นกิเลสและคุณธรรม รักที่เป็นกิเลส บันดาลให้ทั้งสุขและทุกข์ร่ำไป

 รักนี้คือ ราคะบ้าง กามคุณบ้าง ส่วนรักที่เป็นคุณธรรม มีผลเป็นสุข เยือกเย็น เป็นเมตตา กรุณา

 


รักอื่นหมื่นแสนแม้นมากญาติมิตร  

รักแนบสนิท คู่มั่นคนหมาย

ต่างกับรักมารดาไม่เสื่อมคลาย      

จวบจนตาย รักท่านยังยั่งยืน

 

 

 

 

                                                                                 

 

เจริญพรปีใหม่ ปีงูเล็ก (ปีมะเส็ง)2556  

ธรรมสำหรับปีใหม่ 56

  

                                                       

                                                       มองโลกในแง่ดี

                                                        มีเมตตากรุณา

                                                         ไม่ริษยาต่อใคร

                                                         ให้อภัยซึ่งกันและกัน

                                                          หมั่นทบทวนชีวิต

                                                          คิดให้รอบครอบก่อนทำ

                                                          สำรวมอินทรีย์

                                                          ใจมีธรรมะ

                                                           ละความประมาท

                                                    ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า

        กถมฺภูตสฺส เม รตฺตินฺทิวา วีติปตนฺติ  วันคืนล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรกันอยู่

        ทำดี วันนี้ก็เป็นวันที่ดีในวันนั้น (วันอธิบดี วันธงชัย)

        ทำไม่ดี วันนี้ก็เป็นวันไม่ดีในวันนั้น (วันอุบาทว์ วันโลกาวินาศ)

         ไม่ทำอะไรเลย ชีวิตก็ไม่มีอะไรดีเลย (ว่างเปล่า)

                            แต่ถ้า........

         ดูฤกษ์แล้ว เป็นวันอธิบดี วันธงชัยในวันนั้น แต่คนทำไม่ดี ทำชั่ว ยังไงก็เป็นวันไม่ดี

         ดูฤกษ์แล้ว ตกวันอุบาทว์ โลกาวินาศ แต่คนทำดี มีศีลธรรมซะอย่าง อะไรๆก็ดีไปหมด

         ดูฤกษ์แล้วเป็นวันดี กฤษ์ดี ยามดี วันอธิบดี วันธงชัย มีใจพร้อม ในการทำดี วันนั้นย่อมเป็นวันดีดับเบิ้ลดี

 

                                    ทำดีดีกว่าขอพร มัวแต่อ้อนวอนพรไม่มี พรทั้งปีคือทำดีตลอดไป

                                    ทำดีดีแล้วเป็นพร ทำแต่ความดีทวีพร และทำใดๆก็ไร้ค่า ถ้าหากเราไม่ทำ

                                                         ส.ค.ส. 2556

        

ไปที่ facebook http://www.facebook.com/wee.poonyaviro

 

 



 

 

 

 

เรื่องค่าของคน

   เป็นบทความที่ลงในหนังสือวิสาขบูชาโลก2555

วัดอนงคาราม         

 

                                             โดยพระมหาวีระ  ปุญฺญวีโร  วัดอนงคาราม  คลองสาน กรุงเทพฯ


บทความนี้ผู้เขียนได้มองเห็นความสำคัญของคำว่า ค่าของคน ที่คนในสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญน้อยมาก ไม่ว่าสังคมไหนก็ตาม ทุกวงการ และ ทุกองค์กรจะลืมค่าของคนหรือคุณสมบัติในด้านการพิจารณาคัดเลือกบุคคลในหน้าที่ต่างๆเช่น ในการรับเข้าทำงานก็ดี การรับเข้าศึกษาก็ดี รวมไปถึงการเลื่อนตำแหน่งต่างๆทางสังคมก็ตาม แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีความรู้ มีความสามารถก็จริง แต่ก็ไม่ได้รับการพิจารณา หรือถูกมองข้าม ถึงแม้ว่าได้รับการพิจารณาก็ตามที แต่จะถูกพิจารณาอยู่ในลำดับสุดท้าย หรือบางคนก็พลาดโอกาสไปก็มี  เพราะมีอำนาจบางอย่างทำให้คนในสังคมไม่คิดถึงค่าของคนที่แท้จริง จนทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ เกิดความท้อแท้ หมดหวังในการดำเนินชีวิต จนเป็นเหตุทำให้คนในสังคมพูดกันว่า คนนี้ดวงดี คนนั้นดวงไม่ดี พอพูดถึงคำว่า ดวง ทำให้ผู้เขียนได้ตระหนักถึงความหมายของคำว่า ดวง ที่คนในสังคมชอบพูดกันเสมอๆ เมื่อเวลาสมัครงานก็ดี รับราชการก็ดี เลื่อนตำแหน่งต่างๆก็ดี  ทำให้มีคำว่า ดวง เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติของบุคคลนั้นๆเป็นที่ตั้ง ดังนั้นผู้เขียนขอแสดงความคิดเห็นและอธิบายเพิ่มเติมในมุมมองทัศนคติของผู้เขียนเอง โดยอาศัยหลักจากการฟัง และคำพูดที่คนในสังคมชอบพูดกันอยู่ทุกวันนี้ จึงเป็นเหตุทำให้ผู้เขียนสนใจที่จะเขียนบทความนี้   เพราะฉะนั้นเมื่อผู้อ่านได้ยิน คำว่าดวงดี และดวงไม่ดี  ต้องคิดไปถึงดวง ที่มีความหมายทางโหราศาสตร์อย่างแน่นอน ซึ่งอาจจะบอกถึงราศีแห่งดาวพระเคราะห์เคลื่อนเข้าสู่ราศีอื่น ๆ ในเวลาเกิดของคนหรือเวลาสร้างสิ่งสำคัญก็ตาม แต่ดวงในที่นี้ผู้เขียนหมายถึงดวงที่มีความหมายโดยอ้อม ไม่ใช่ความหมายโดยตรงหรือความหมายโดยทั่วไปในทางโหราศาสตร์ที่กล่าวถึงโชคชะตา ราศีแห่งชีวิต เช่นดวงการงาน ดวงความรัก ดวงการเงินเป็นต้น ดังนั้นดวงที่มีนัยความหมายโดยอ้อมเป็นดวงที่บ่งบอกถึงพฤติกรรมนิสัยของคนในสังคมที่กำลังกระทำอยู่ในปัจจุบันนี้ สามารถกำหนดชีวิตว่าจะก้าวหน้า ถอยหลัง ขึ้นหรือลง สุขหรือทุกข์ เสื่อมหรือเจริญ ขาดทุนหรือกำไรขึ้นอยู่กับดวงนี้ต่างหาก เพราะคนเราทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในวงการไหนก็ดี องค์กรไหนก็ตาม จะให้ความสำคัญกับคำว่า ดวง เป็นอย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต ซึ่งดวงนั้นจะมีทั้งดวงดีและดวงไม่ดีปะปนกันไปในชีวิต คำว่า ดวง คำๆเดียวมีความหมายลึกซึ้งกินใจ น่าคิด สามารถแยกวิเคราะห์แต่ละพยัญชนะได้ดังนี้เช่นดวงดี  คืออะไร ?

 หมายถึง ดี  ถามว่าอะไรดี ตอบว่า มีความรู้ดี  มีความสามารถดี มีความประพฤติดี

 หมายถึง วิชา คือ มีวิชาดี เก่ง ขยันหมั่นเพียร มีระเบียบ มีวินัยดี มีวิสัยทัศน์ การมองโลกในแง่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี และที่สำคัญมีความซื่อสัตย์ที่ดี 

  หมายถึง งาน คือ งานดี งานเด่นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา ผลงานงดงามเข้าตากรรมการเป็นต้น ส่วนดวงไม่ดี คืออะไร?

  ด  หมายถึง เด็กใคร  เส้นใคร สายใคร พรรคพวกใคร ?

  หมายถึง วิ่งเก่งไหม ขยันไปมาหาสู่หรือไม่? 

   หมายถึง มีเงินหรือไม่?

ดังนั้น ดวงดีหรือไม่ดีได้ถูกพูดกันในสังคมยุคปัจจุบันจนทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบระหว่างดวงดีกับดวงไม่ดี  สำหรับดวงดีนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ในสมัยหนึ่งว่า

ค่าของคน  อยู่ที่ผลของงาน

ค่าของงาน   อยู่ที่การกระทำ

      ค่าของการกระทำ   อยู่ที่การทำดี

      ค่าของความดี   อยู่ที่มีคุณธรรม และจริยธรรม

ส่วนในสมัยปัจจุบัน ดวงไม่ดี ได้ถูกค่านิยมสมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปต่างๆนานา ทำให้เกิดความลำเอียง ครหาในสังคมเราดังนี้

      ค่าของคน   อยู่ที่ผลของงาน ( เก่งจริง มีฝีมือดี)

                                             ค่าของคน   อยู่ที่คนของใคร ( เส้น สาย ใคร)

                                             ค่าของคน     อยู่ที่คุณมีอะไร ( ของที่จะให้ )

                                             ค่าของคน   อยู่ที่คุณมีเท่าไร (จำนวน เงินที่จะให้ ค่าน้ำร้อนน้ำชา )

เมื่อพิจารณาข้อเปรียบเทียบระหว่างดวงดี กับ ดวงไม่ดีแล้ว ทำให้เห็นค่านิยมทางสังคมเปลี่ยนไป ถ้าคนใดประสบกับดวงดีก็ถือว่าโชคดีไป แต่ถ้าประสบกับดวงไม่ดี อาจจะเกิดความท้อแท้ เบื่อหน่าย ผิดหวังหมดกำลังใจ หรือไม่พอใจในเมื่อตนเองประสบพบเจอกับสิ่งนั้นๆ เพราะฉะนั้นผู้เขียนขอแสดงความคิดเห็นกับคนดวงไม่ดีเป็นกรณีพิเศษ เพราะคนบางคน มีความรู้ คู่คุณธรรม เก่งจริง มีฝีมือดี  แต่ขาดเส้น(อาศัยวาสนาบารมีผู้หลักผู้ใหญ่) ขาดสาย (อาศัยพรรคพวก คนรู้จัก)  ขาดซอง (อาศัยอำนาจเงินเข้าช่วย ใต้โต๊ะ บนโต๊ะ ใต้น้ำ หรือ ตามน้ำ) ก็ถือว่าไปไม่รอด หมดโอกาสที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน แม้กระทั่งการศึกษาก็ตาม ซึ่งตรงนี้ผู้เขียนขอยกคำพูดเป็นภาษาอังกฤษว่า( The principle of Three -S ) แปลว่า หลักการของ ๓ S  ก็คือ เส้น  สาย  ซอง เป็นมุมมองที่ทำให้เกิดความเอนเอียงและไม่เป็นธรรม จึงเป็นเหตุทำให้คนในสังคมอยากมีความเจริญก้าวหน้าในทางลัด ซึ่งสังคมทั่วไปกำลังนิยมปฏิบัติกัน โดยมุ่งหวังลาภ ยศ  สุข  และ สรรเสริญ ที่ผู้ใหญ่จะหยิบยื่นให้ โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมจริยธรรมและค่าของคนที่ดีงาม แม้ว่าคนบางคน จะทำงานไม่เป็น ไม่เคยเห็นประสบการณ์ เส้น สาย ไม่มี  แต่อาศัยค่าของคนอยู่ที่คุณมีเท่าไร คนประเภทนี้ก็ถือว่าไปรอด เพราะอาศัยอำนาจเงินเป็นที่ตั้ง พอพูดถึงอำนาจเงินผู้เขียนขอใช้คำที่ฝรั่งใช้พูดกันคือเปรียบเงินคือพระเจ้า (MONEY IS GOD) หรือจะเรียกว่า พระเจ้าเงินตราก็ได้ หมายความว่า เราจะปรารถนาสารพัดในปฐพี เอามันนี่ แลกได้ดั่งใจจง ซึ่งตรงนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเปรียบเงิน คือ อสรพิษ เช่นกัน เพราะเงินบันดาลให้ทั้งคุณและให้ทั้งโทษดังต่อไปนี้

                    เงิน   ทำให้งอน หมายถึงให้น้อยไปก็ขัดใจ ไม่ร่วมมือด้วย  ไม่เข้าพรรคพวกด้วย

                    เงิน   ทำให้งาม  หมายถึงเนรมิตได้ดั่งใจหมาย บันดาลทุกสิ่งให้สวยสดงดงาม ตระการตา

                    เงิน   ทำให้ง่าย  หมายถึง ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง อยู่ก็สบาย ไปก็สะดวก ไม่ติดขัด ราบรื่น

                    เงิน   ทำให้หงาย หมายถึง ความลับที่ถูกปกปิดจะถูกเปิดเผย ที่ถูกปิดปาก ทำให้เปิดปาก  เปิดโปง

                    เงิน   ทำให้งก     หมายถึง ไม่รู้จักคำว่า พอ ยิ่งได้ ยิ่งอยาก ยิ่งมาก ยิ่งโลภ ไม่มีที่สิ้นสุด

                    เงิน   ทำให้งัด    หมายถึง  ผลประโยชน์ไม่ลงตัว ส่วนได้ส่วนเสียไม่เท่ากัน ทำให้งัดข้อ ขัดแย้ง  เกลียด  แค้น ชิงชัง อาฆาตพยาบาท จองเวรกันไม่เลิก

                    เงิน   ทำให้โง่ หมายถึง เห็นกลับทำเป็นไม่เห็น รู้กลับทำเป็นไม่รู้ ผิดกลายเป็นถูก จากขัดใจกลายเป็นคล้อยตาม

                    เงิน  ทำให้งง หมายถึง ได้เงินมาง่ายๆ มากไป ทำให้ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก ทั้งหมดนี้คืออำนาจของ ง เงิน และยิ่งไปกว่านี้ ง เงินยังทำให้แยก หมายถึง แตกแยก แตกสามัคคี ทำให้มิตรกลายเป็นศัตรู ทำให้คนอยู่บ้านหลังเดียวกันทะเลาะเบาะแวง ถึงกับฆ่ากันตายก็มากเพราะอำนาจเงิน

                    ส่วนในทางพระพุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างทรัพย์ภายนอกอันได้แก่ เงิน ทอง ซึ่งเป็นของนอกกาย อาจทำลายชีวิตได้ ถ้าใช้อย่างไม่มีสติ จะให้ทั้งคุณและโทษก็ได้ ไม่เหมือนกับทรัพย์ภายใน ที่เรียกว่า อริยทรัพย์ แปลว่า ทรัพย์อันประเสริฐ นั่นหมายความว่า มีคุณธรรมประจำใจที่ประเสริฐ ๗ อย่างได้แก่

๑.ศรัทธา คือมีความเชื่อที่เป็นเหตุเป็นผล มั่นใจในหลักที่ถือปฏิบัติและหลักในการทำความดี                         

๒. ศีล คือ การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ประพฤติถูกต้องดีงาม ไม่ผิดทำนองคลองธรรม                                          

๓. หิริ คือ มีความละอายแก่ใจต่อการทำความชั่ว
๔. โอตตัปปะ คือ มีความเกรงกลัวต่อความชั่ว
๕.พาหุสัจจะคือความเป็นผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก                                                   

๖. จาคะ คือมีความเสียสละแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่วยเหลือผู้คน

 ๗. ปัญญา คือมีความรู้ความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุผล ดีชั่ว ถูกผิด คุณโทษ ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้คิด รู้พิจารณา และรู้สิ่งที่ตนทำ รู้ดีทำดี รู้ชั่วเว้นชั่ว นี่คือความแตกต่างระหว่างทรัพย์ภายนอกและทรัพย์ภายใน และที่สำคัญไปกว่านั้นคนเราต้องมีคุณค่าแห่งชีวิตที่สมบูรณ์ด้วย สิ่งนั้นต้องประกอบไปด้วย ความดีงาม ๕ ประการ ดังพุทธสุภาษิตทีมาในอรรถกถาเชตวนสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ        สีลํ  ชีวิตมุตฺตมํ  
  เอเตน มจฺจา สุชฺฌนฺติ      น โคตฺเตน  ธเนน วา.

  แปลว่า  การงาน วิชา  ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม คน ย่อมบริสุทธ์ดีงามไปด้วยธรรมทั้ง ๕ นี้ ไม่ใช่ ด้วยโคตร หรือ ด้วยทรัพย์สมบัติ ฯ  

เพราะฉะนั้นจะเห็นไดว่าองค์ประกอบสำคัญที่บันดาลให้ทุกอย่างดีนั้นคือคุณธรรมและจริยธรรมที่มีอยู่ในจิตใจดังที่นักกวีท่านหนึ่งได้ประพันธ์ไว้น่าคิดว่า

อันคนดี    มิใช่ดี    ด้วยที่ทรัพย์

มีใช่นับ     โคตรเหง้า   เผ่าพงศา

คนดีนี้      ดีด้วยการ   งานนาน

อีกวิชา       ศีลธรรม  นำให้ดี

ท่านทั้งหลายคนเรานั้นบางคนก็มีความรู้ คู่คุณธรรม ทำงานได้ดี มีความสามารถ แต่กลับไม่ได้รับโอกาสยากที่จะหาความเจริญก้าวหน้าในการงาน หรือในหน้าที่ต่างๆ ซึ่งตรงกันข้ามกันกับคนบางคนที่มีเส้น สาย พรรคพวก จนทำให้ค่าแห่งชีวิตเปลี่ยนไป ทุกองค์กร ทุกวงการ ถูกค่านิยมสมัยใหม่ลากจูงเปลี่ยนแปลงไปต่างๆ นานาจนทำให้เป็นที่รู้จักกันดีว่า ค่าของคนไม่ใช่อยู่ที่ผลของงาน     แต่ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร และ ค่าของคนอยู่ที่คุณมีเท่าไร  ดังนั้นอะไรก็ตามที่ทำให้เราสมหวังหรือประสบความสำเร็จในชีวิต เราก็พูดกันว่า ดวงดี อะไรก็ตามที่ทำให้เรา ท้อแท้ เบื่อหน่าย หมดหวัง ทำอะไรก็ไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิต เราก็โทษว่า ดวงไม่ดี หรือโชคไม่ดี ทั้งๆที่ดวงดีหรือดวงไม่ดีขึ้นอยู่กับการกระทำทั้งนั้น ซึ่งในทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กรรม จะมีทั้งกรรมฝ่ายดี และกรรมฝ่ายชั่ว คนดวงดี ขอให้เข้าใจตรงกันว่า ทำกรรมดี  คนดวงดีก็คือคนที่หมั่นสร้างกรรมดี สามารถเอาชนะความชั่วได้ ยิ่งชนะได้มากแค่ไหนหมั่นสร้างกรรมดีมากแค่ไหน ดวงก็ดีมากเท่านั้น ซึ่งในเรื่องนี้ก็มีเรื่องเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ผู้เขียนขอยกเป็นอุทาหรณ์สักเล็กน้อย เพื่อประดับสติปัญญาของผู้อ่าน คือว่ามีคนบางพวกเชื่อเรื่องอำนาจดลบันดาลโชคชะตามาก จนตั้งขึ้นมาเป็นลัทธิกันมากมาย  แต่พอจะสรุปได้ ๓ ลัทธิตามความเชื่อหลักๆดังต่อไปนี้

1.ลัทธิแรก พวกที่ถือว่าอะไรๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต ก็เป็นเพราะกรรมที่ทำไว้ในชาติปางก่อนที่แล้วมา พวกนี้ไม่เชื่อในกรรมใหม่ในชาติปัจจุบันที่ส่งผลด้วย ลัทธิของคนพวกนี้เรียกว่า “ลัทธิปุพเพกตวาท”  จะเห็นว่าทัศนคติของคนลัทธินี้เชื่อกรรมเก่า แต่ไม่เชื่อกรรมใหม่ ก็ถือว่าขัดแย้งกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา

2. ลัทธิที่สอง พวกนี้จะเชื่อว่าการที่คนเราจะเป็นอะไรๆ จะดีหรือชั่ว จะจนหรือรวย ร่างการพิกลพิการหรือสมบูรณ์นั้นก็เพราะเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่บันดาล หรือพระผู้เป็นเจ้าบันดาลให้เป็นไป พวกนี้เรียกว่า “อิสสรนิมมานเหตุวาท” หรือ “ลัทธิอิศวรนิรมิตวาท” จากการวิเคราะห์ลัทธินี้ เชื่องมงาย ไม่มีเหตุผล ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างเทพเจ้าบันดาลให้ทั้งนั้น ซึ่งขัดแย้งกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก

3. ลัทธิสุดท้ายนี้ ถือว่าสิ่งทั้งหลายอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีเหตุปัจจัย แล้วแต่ความบังเอิญที่เป็นไป ซึ่งเป็นลัทธิโชคชะตา พวกนี้เรียกว่า “อเหตุอปัจจยวาท” หรือ “ลัทธิอเหตุวาท”  จากการวิเคราะห์ลัทธินี้จะพบว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ หรือเพราะโชคชะตาเป็นตัวกำหนด ก็ถือว่าขัดกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาเช่นกัน  ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ล้วนสวนทางกับหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาที่เชื่อเรื่องกรรม ไม่ว่าจะเป็นกรรมเก่าหรือ กรรมใหม่ก็ตาม ผู้ทำจะต้องรับผลของกรรมนั้นอย่างแน่นอน  เพราะสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมหรือการกระทำของแต่ละบุคคลที่ได้ทำเอาไว้ และยังเป็นศาสนาแห่งการใช้ปัญญาพิจารณาหาเหตุ หาผลไม่ให้เชื่องมงายในอำนาจอื่นใดที่ดลบันดาลประทานให้

                ดังนั้นจากบทความที่ผู้เขียนได้อธิบายมานี้ ก็เพื่อเตือนสติ ให้ข้อคิดแก่คนในสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นผู้นำ เป็นหัวหน้า เป็นผู้บริหาร ทั้งทางโลกก็ดี ทางธรรมก็ดี ขอให้ตระหนักถึงค่าของคนเป็นสิ่งสำคัญ ถือว่าให้โอกาสคนดี มีความรู้ คู่คุณธรรม มีกำลังใจที่จะทำงานต่อไป เพราะสังคมเราทุกวันนี้มักเบื่อหน่าย หมดหวัง ท้อแท้ เมื่อได้ยินคำว่า  คนนั้น คนนี้ดวงไม่ดี  เพราะไม่มีเส้น ไม่มีสาย ไม่มีซอง แต่กลับไม่มองถึงคุณสมบัติและค่าของคนที่แท้จริง ซึ่งทางโลก เราจะวัดกันที่สมบัติภายนอกก็จริง คือมีทรัพย์สมบัติ ความมั่งมี ฐานะ ตระกูล เป็นต้น ส่วนทางธรรม เราจะวัดกันที่สมบัติภายใน ก็คือ คุณงามความดี มีศีลธรรมและจริยธรรมเป็นที่ตั้ง ฉะนั้นแล้วถ้าคนเราในสังคมมีทั้งความรู้ ควบคู่กับคุณธรรม นับว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่งในการทำงาน นั่นหมายความว่า ทั้งเก่งด้วย และทั้งดีด้วย แต่ถ้าตรงกันข้าม คนบางประเภท ทำงานไม่เป็น แต่เส้นใหญ่ หรือคุณสมบัติไม่เพียงพอ แค่ขอมีซองก็เป็นพอ ซึ่งตรงกับภาษิตที่ขงจื้อเตือนตอนหนึ่งว่า “อย่าห่วงว่าใครไม่รู้ว่าท่านเก่ง หรือมีความรู้ มีความสามารถ จงห่วงแต่ว่า สักวันหนึ่งเมื่อคนเขายกย่องหรือเลื่อนตำแหน่งท่าน ท่านมีความเก่งและความสามารถสมกับที่เขายกย่อง หรือ เลื่อนตำแหน่งให้หรือไม่” ภาษิตนี้น่าเก็บไปคิด  โดยอย่าไปยึดติดกับอำนาจเงินตราเป็นที่ตั้ง เป็นที่ตัดสินเท่านี้คนในประเทศชาติจะมีคนดีมากกว่าคนเก่ง หรือมีมากทั้งคนดีและคนเก่ง และประเทศชาติก็จะเจริญก้าวหน้าเพราะคนเรามีคุณธรรมประจำใจ

 

 

 

 

 มาเรียนรู้สมณศักดิ์พัดยศกันเถอะ

ที่มา http://www.buddha-cp.com/readarticle.php?article_id=77

ศึกษาเพิ่มเติมที่ http://www.dharma-gateway.com/monk/monk-03-01.htm

 

พัดยศ 

 

จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไทยได้รับประเพณีมีพัดยศสำหรับพระสงฆ์มาจากลังกา โดยกษัตริย์แห่งศรีลังกาในอดีตเป็นผู้เริ่มถวายสมณศักดิ์และพัดยศเพื่อให้พระสงฆ์สำหรับใช้แสดงถึงสมณศักดิ์ที่ได้รับถวาย

พัดยศ คือพัดเกียรติยศอันเป็นเครื่องราชสักการะอย่างหนึ่งที่พระมหากษัตริย์โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อพระราชทานแก่พระภิกษุผู้มีฐานันดรในคณะสงฆ์ เป็นการประกาศเกียรติคุณเพิ่มขวัญและกำลังใจแก่พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตามอย่างโบราณราชประเพณี

พัดยศ มีชื่อเรียกและลักษณะแตกต่างกันไปตามศักดิ์ คือ

พัดยศ เป็นพัดคู่กับ พัดรอง

ประวัติ

พัดยศ เป็นเครื่องประกอบสมณศักดิ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สร้างขึ้น เพื่อถวายแก่พระสังฆาธิการในโอกาสรับพระราชทานสมณศักดิ์ โดยจะนำมาใช้เฉพาะงานรัฐพิธีและการพระราชพิธีเท่านั้น วิวัฒนาการของพัดยศก่อนจะมีรูปแบบดังที่พบเห็นอยู่นี้ มีความเป็นมาที่ยาวนานและได้มีการพัฒนารูปแบบมาหลายครั้ง หากสังเกตให้ดีจะพบว่าตาลปัตรหรือพัดยศมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดก็มีรูปทรง ลวดลาย ตลอดจนสีสันงดงามแตกต่างกันออกไปตามระดับของชั้นยศที่ได้รับพระราชทาน

พัดยศพัฒนามาจากรูปแบบเดิมคือตาลปัตร คำว่าตาลปัตรมาจากภาษาบาลีว่า ตาลปตฺต ซึ่งแปลว่า ใบตาล ความหมายคือพัดของพระสงฆ์ในยุคแรกนั้นทำด้วยใบตาล ต่อมาได้มีวัฒนาการมาเป็นอย่างอื่น เช่น ทำด้วยขนนก หรือโครงเหล็กหุ้มด้วยผ้าชนิดต่างๆ ตลอดถึงทำด้วยงาหรือของมีค่าอื่น ๆ แต่ก็ยังนิยมเรียกว่าตาลปัตรอยู่นั่นเอง จากตาลปัตรที่ใช้พัดโบกได้พัฒนามาเป็น พัดยศ หมายถึง พัดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานแด่พระสงฆ์มาพร้อมกับการทรงตั้งสมณศักดิ์ในระดับชั้นต่าง ๆ ส่วนคำว่า พัดรอง หมายถึง พัดที่ทำขึ้นเป็นที่ระลึกในงานพิธีต่าง ๆ รวมถึงงานพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธีทำบุญต่างของราษฎร ก็รวมเรียกว่าพัดรองด้วยเช่นกัน คำว่าพัดรอง เป็นชื่อเรียกเฉพาะพัดที่สร้างขึ้นเป็นที่ระลึกในงานพิธีต่าง ๆ ดังกล่าวนี้เท่านั้น ส่วนคำว่าตาลปัตรเป็นชื่อรวมเรียกได้ทั้งพัดยศ และพัดรอง

เรื่องตาลปัตร-พัดยศนี้ นักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาหลายท่านได้ให้ข้อสันนิษฐานว่า แต่เดิมนั้นคงมิใช่ของที่ทำขึ้นมาสำหรับพระสงฆ์โดยเฉพาะ แต่เป็นสิ่งของเครื่องใช้ของชนทั่วไปที่อาศัยอยู่ในประเทศแถบเมืองร้อนมาก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว ซึ่งชนแถบนี้มีพัดไว้ใช้พัดลม บังแดด บังฝน นับเป็นสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นอย่างหนึ่ง พัดที่ใช้กันนั้นน่าจะมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ และทำด้วยวัสดุต่าง ๆ ตามฐานะของผู้ใช้ คำที่พบในคัมภีร์ทางศาสนาที่กล่าวถึงเรื่องพัดมีอยู่หลายคำ เช่น คำว่า ตาลปัตร วาลวิชนี และจิตรวิชนี

ตาลปัตร เป็นพัดที่เก่าแก่ที่สุด ทำด้วยใบตาล ซึ่งเป็นวัสดุที่หาง่าย โดยวิธีเอาใบตาลมาตีแผ่ออกแล้วเจียนให้มน หรือมีรูปแบบตามใจชอบแล้วขึงริมให้ตึงเหลือก้านตาลไว้เป็นด้ามตรงกลาง วาลวิชนี คือ พัดที่มีด้ามด้านข้าง มีทั้งที่ทำด้วยใบตาล ขนนก หรือวัสดุมีค่าอื่นๆ ส่วนใหญ่มักเป็นเครื่องสูงสำหรับใช้โบกพัดวีท่านผู้สูงศักดิ์ หรือเป็นเครื่องราชูปโภค ส่วนจิตรวิชนี คือ พัดอันวิจิตรงดงามนั้น เป็นพัดที่ประดิษฐ์ตกแต่งด้วยสิ่งของสำหรับผู้มีทุนทรัพย์ใช้โบกพัดวีในเวลาอากาศร้อน

การที่ตาลปัตรรูปหน้านางเป็นที่แพร่หลาย และรู้จักกันทั่วไปนั้นเกิดขึ้นจากพระราชปรารภในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่มีพระราชประสงค์ให้พระภิกษุสงฆ์ใช้ตาลปัตรรูปหน้านางแทนตาลปัตรที่เรียกว่า "พัชนี" กล่าวคือพระสงฆ์ในช่วงระยะเวลานั้นนิยมนำพัชนีที่มีรูปทรงเป็นพัดงองุ้มด้ามยาว ตัวพัดทำขึ้นจากโครงโลหะหรือไม้แล้วหุ้มด้วยผ้าที่มีลวดลายมาใช้แทนตาลปัตรใบตาล ด้วยถือกันอย่างผิดๆ ว่าเป็นเครื่องยศสำหรับพระสงฆ์ผู้มีบรรดาศักดิ์ที่เอาไว้ใช้แทนตาลปัตรหรือให้ลูกศิษย์พัดถวายปรนนิบัติ และยิ่งกว่านั้นยังได้ปรากฏการทำตาลปัตรพัชนีเลียนแบบพัชนีที่เป็นเครื่องยศของเจ้านายและขุนนางออกจำหน่ายแก่ผู้ซื้อ เพื่อนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ในงานพิธีกระทำบุญกุศลต่าง ๆ ดังนั้นจึงทรงมีพระราชดำริให้พระสงฆ์ใช้ตาลปัตรรูปหน้านางไว้ดังนี้

"....พัชนีนั้นท่านคิดไปดูรูปร่างเห็นบัดสี ใครคิดอ่านทำขึ้นเมื่อไรให้เปนรูปอย่างนี้ ผู้นั้นจะไม่ได้พิจารณาให้ลเอียดเลย...ใช้ไปไม่มีสตินึกได้บ้างเลยว่า รูปร่างไม่ดีไม่เปนมงคลเลย เอามาถือบังหน้าตาครอบหัวครอบหูอย่างไรมิรู้อยู่ น่ารำคาญใจ...เครื่องมือไทยอีกอย่าง 1 รูปร่างก็คล้ายพัชนี คือจวัก ที่เรียกว่าจ่าหวักก็ดี.....เอามาใช้ตักเข้ากวนแกงซึ่งจะขึ้นถ้วยขึ้นชามขึ้นสำรับ....ในเครื่องต้นแล เครื่องเจ้านายที่มีบันดาลศักดิ์สูง เขาไม่ใช้มานานแล้ว เขามีทัพพีทองเหลืองทำรูปเหมือนช้อนต้นใหญ่ปลายย่อม......ครั้งนี้ทรงพระราชดำริที่จะใคร่ให้พระสงฆ์เลิกใช้พัชนีเสีย จะกลับไปทำพัดโครงไม้ไผ่ขึงๆ ปิดแพรปิดโหมดถวายให้ใช้เป็นอย่างพระสงฆ์จะยอมฤๅ ไม่ยอมไม่ทราบเลย การก็เคยมานานแล้ว ถ้าพระสงฆ์ยังชอบใจจะคงใช้อยู่ก็ตาม..."

ตาลปัตร หรือพัดยศ แม้จะมิได้นับเนื่องให้เป็นสิ่งหนึ่งในบริขาร 8 ของพระสงฆ์ และไม่พบหลักฐานว่ามีพุทธบัญญัติให้พระสงฆ์ใช้ของสิ่งนี้ในโอกาสใด เพียงแต่พบข้อความปรากฏในคัมภีร์ทางศาสนาหลายแห่ง เช่น ในคัมภีร์ธรรมบท ว่า "ขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนา มีพระอานนท์พุทธอุปัฏฐากถวายงานพัดอยู่ด้านหลัง..." และ "พระสารีบุตร ถือพัดอันวิจิตร ขึ้นไปแสดงธรรมบนธรรมาสน์..." และความตอนหนึ่งในพุทธประวัติว่า "พระเจ้าปัสเสนทิโกศลทรงโปรดให้สร้างพัดอันงดงามวิจิตร..." ถวายพระพุทธองค์ เป็นต้น จากข้อความที่กล่าวมานี้ พอสันนิษฐานได้ว่า การใช้พัดของพระสงฆ์ในยุคแรกน่าจะใช้เพื่อพัดโบกคลายความร้อนเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากพระสงฆ์ชาวลังกาในปัจจุบัน เวลาสวดมนต์ยังถือพัดไปพัดวีไปในบางโอกาส เนื่องจากพัดชาวลังกามีด้ามสั้น

ต่อมาภายหลังได้มีผู้อธิบายว่าพระสงฆ์ใช้พัดเพื่อใช้บังเวลาเห็นอะไรก็ตามที่พระไม่ควรเห็น แต่ไม่น่าจะใช่วัตถุประสงค์ที่แท้ซึ่งมีมาแต่เดิม จากพัดที่ใช้พัดลมต่อมาในสังคมไทยพระสงฆ์เริ่มใช้พัดในเวลาให้ศีล ให้พร และจากนั้นราชการไทยได้ใช้พัดเป็นเครื่องแสดงสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ ซึ่งน่าจะมีที่มาจากในอดีตเมื่อพระสงฆ์ไทยไปในงานพิธีต่างๆ คงจะนิยมถือพัดไปด้วยแทบทุกครั้งจนกลายเป็นประเพณีสืบมา เมื่อการระบายความร้อนได้มีวิวัฒนาการไปมากจนพัดโบกลมจะหมดความจำเป็นไปแล้ว การใช้พัดของพระสงฆ์ในยุคต่อมาจึงถือไปเพื่อตั้งบังหน้า เป็นการรักษาธรรมเนียมประเพณี ซึ่งจะทำให้ศาสนพิธีนั้น ๆ ดูเป็นพิธีรีตองและเป็นกิจลักษณะยิ่งขึ้น

รูปแบบของพัดยศ

รูปลักษณะและการเรียกชื่อพัดยศของไทยที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 แบบดังได้กล่าวมาแล้วได้แก่

  • พัดหน้านาง เชื่อกันว่าได้แบบอย่างมาจากลังกา เป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด ใบพัดเป็นรูปไข่ หรือคล้ายเค้าหน้าของสตรี มีด้ามตรงกลาง ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร พัดหน้านางส่วนมากมักจะเป็นพัดรอง พัดเปรียญธรรมทุกชั้น พัดยศประทวนสมณศักดิ์ และพัดยศฐานานุกรมบางตำแหน่ง
  • พัดพุดตาน ใบพัดมีลักษณะวงกลม แต่ริมขอบหยักเป็นแฉกรวม 16 แฉกคล้ายกลีบดอกบัวบาน หรือดอกพุดตานบาน เป็นพัดที่ทำด้วยโครงเหล็กหุ้มแพร หรือผ้าสักหลาดกำมะหยี่ สีเดียวกันบ้าง สลับสีบ้าง ตามชั้นของสมณศักดิ์ ส่วนมากเป็นพัดของพระครูสัญญาบัตร หรือพัดของพระครูฐานานุกรมบางตำแหน่ง

(พัดพุดตาน) รูปแบบพัดยศสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร

  • พัดเปลวเพลิง มีลักษณะเป็นพัดยอดแหลม ใบเป็นแฉกคล้ายเปลวเพลิง ด้ามงายอดงา (แต่ปัจจุบันพัดยศทุกชั้น ได้มีพระบรมราชานุญาตให้ทำด้วยพลาสติกผสมเรซินทั้งหมดแล้ว เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันลงนามในสัตยาบรรณที่จะป้องกันรักษาสัตว์ป่าและพันธุ์พืชที่ใกล้จะสูญพันธุ์) สำหรับพัดเปลวเพลิงใช้เฉพาะพระครูสัญญาบัตร ที่ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะจังหวัด และเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอกเท่านั้น
  • พัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ คำว่าข้าวบิณฑ์ แปลตามตัวว่า ก้อนข้าว คือ ข้าวสุกที่เขาปั้นเป็นก้อนใส่ลงในกรวย สอดไว้กับพุ่มดอกไม้ หรือกระทงขั้นบายศรี ใช้เซ่นไหว้บูชาในพิธีกรรมบางอย่าง อีกอย่างหนึ่งคำว่าข้าวบิณฑ์เป็นชื่อของลายไทยชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นพุ่มช่วงล่าง เรียวแหลมขึ้นไปช่วงบน ส่วนพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์นั้น ใบพัดมีลักษณะส่วนล่างเป็นพุ่มและเรียวแหลมขึ้นไปถึงส่วนยอดเหมือนลายข้าวบิณฑ์ของไทย หรือคล้ายดอกบัวตูมขอบนอกคล้ายกลีบบัวที่ประกบแนบอยู่กับดอก มีกลีบอย่างน้อย 5-9 กลีบ มีการปักลายไทยชนิดต่างๆ ด้วยดิ้นเงิน ดิ้นทอง ทองแล่ง และอุปกรณ์การปักอื่น ๆ อย่างประณีตสวยงามตามความสูงต่ำของชั้นสมณศักดิ์ที่ได้รับพระราชทาน พัดแฉกเป็นของสำหรับพระราชาคณะตั้งแต่ชั้นสามัญขึ้นไป จนถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ
  • นอกจากนี้ยังมีพัดยศเปรียญ อันเป็นเครื่องหมายสำหรับพระภิกษุผู้สอบได้บาลีเปรียญ 3 ประโยคขึ้นไป และมีคำเป็นเครื่องสมณศักดิ์ว่า "พระมหา" เวลาทรงตั้งเรียกว่า "ทรงตั้งเปรียญ" ไม่ใช้คำว่า "พระราชทานสมณศักดิ์ - พัดยศ" สำหรับผู้สอบได้ประโยค ป.ธ.3. ทรงพระราชทานให้สมเด็จพระสังฆราชทรงตั้ง โดยประทานประกาศนียบัตร พัดยศ ชื่อว่า ทรงตั้งแล้ว ส่วนผู้สอบได้ประโยค ป.ธ.6 ถึงประโยค ป.ธ.9 จะเสด็จพระราชทานประกาศนียบัตรพัดยศ และไตรจีวรด้วยพระองค์เอง ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ลักษณะพัดยศเปรียญเป็นพัดหน้านาง ประโยค ป.ธ.3 - ป.ธ.5 มีพื้นสักหลาดสีแดงปักดิ้นเลื่อมมีเลขประโยคอยู่ตรงกลางพัด ประโยค ป.ธ.6 - ป.ธ.8 มีพื้นสักหลาดสีเหลืองด้ามสีดำ ปักดิ้นเลื่อมมีเลขประโยคอยู่ตรงกลาง ประโยค ป.ธ.9 พื้นสักหลาดสีเหลืองด้ามสีขาว ปักดิ้นเลื่อมตรงกลางว่าง ไม่มีเลขประโยคกำกับ

ชั้นยศสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทยในปัจจุบัน
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 1 พระองค์
สมเด็จพระราชาคณะชั้นสุพรรณบัฏ 8 รูป
พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ 19 รูป
พระราชาคณะชั้นธรรม 35 รูป
พระราชาคณะชั้นเทพ 66 รูป
พระราชาคณะชั้นราช 144 รูป
พระราชาคณะชั้นสามัญ 394 รูป
พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี-โท-เอก-พิเศษ(ไม่จำกัดจำนวน)
พระครูฐานานุกรม ตั้งได้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาบัตรของพระราชาคณะ
พระครูประทวนสมณศักดิ์ (พระครูผู้อุปการะการศึกษา)(ไม่จำกัดจำนวน)

 

ลำดับพัดยศสมณศักดิ์ ฐานานุกรม เปรียญในงานพระราชพิธี – รัฐพิธี
สมเด็จพระราชาคณะ
1. สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
2. สมเด็จพระสังฆราช
3. สมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ (ตามอาวุโสโดยสมณศักดิ์)
พระราชาคณะ
4. พระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นหิรัณยบัฏ
5. พระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นสัญญาบัตร
6. พระราชาคณะ ชั้นธรรม
7. พระราชาคณะ ชั้นเทพ
8. พระราชาคณะ ชั้นราช
9. พระราชาคณะ ชั้นสามัญ
- พระราชาคณะปลัดขวา-ปลัดซ้าย-กลาง (พระสมุหวรคณิสสรสิทธิการ วัดพระเชตุพนฯ เป็นพระปลัดกลาง รูปแรก)
- พระราชาคณะ รองเจ้าคณะภาค
- พระราชาคณะ เจ้าคณะจังหวัด
- พระราชาคณะ รองเจ้าคณะจังหวัด
- พระราชาคณะ ชั้นสามัญเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
- พระราชาคณะ ชั้นสามัญเปรียญ ป.ธ.9-ป.ธ.8-ป.ธ.7-ป.ธ.6-ป.ธ.5-ป.ธ.4-ป.ธ.3
- พระราชาคณะ ชั้นสามัญเทียบเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
- พระราชาคณะ ชั้นสามัญเทียบเปรียญ
- พระราชาคณะ ชั้นสามัญยก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ
- พระราชาคณะ ชั้นสามัญยก
พระครูสัญญาบัตร
10. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะจังหวัด (จจ.)
11. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะจังหวัด (รจจ.)
12. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (จล.ชอ.)
13. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ (จอ.ชพ.)
14. พระครูสัญญาบัตร เทียบเจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ (ทจอ.ชพ.)
15. พระครูปลัดของสมเด็จพระราชาคณะ
16. พระเปรียญธรรม 9 ประโยค
17. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท (จล.ชท.)
18. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก (จอ.ชอ.)
19. พระครูสัญญาบัตร เทียบเจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก (ทจอ.ชอ.)
20. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นตรี (จล.ชต.)
21. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอ ชั้นโท (จอ.ชท.)
22. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก (รจล.ชอ.)
23. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท (รจล.ชท.)
24. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นตรี (รจล.ชต.)
25. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นพิเศษ หรือเทียบเท่า (ผจล.ชพ. หรือทผจล.ชพ.)
26. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ หรือเทียบเท่า(ผจล.ชอ.วิ. หรือ ทผจล.ชอ.วิ.)
27. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นเอก หรือเทียบเท่า (ผจล.ชอ. หรือทผจล.ชอ.)
28. พระครูปลัดของพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ
29. พระครูปลัดของพระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นสัญญาบัตร
30. พระครูฐานานุกรมชั้นเอกของสมเด็จพระสังฆราช
31. พระเปรียญธรรม 8 ประโยค
32. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท หรือเทียบเท่า (ผจล.ชท. หรือทผจล.ชท.)
33. พระเปรียญธรรม 7 ประโยค
34. พระครูปลัดของพระราชาคณะ ชั้นธรรม
35. พระครูฐานานุกรมชั้นโท ของสมเด็จพระสังฆราช (พระครูปริต)
36. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอ ชั้นเอก (รจอ.ชอ.)
37. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าคณะอำเภอ ชั้นโท (รจอ.ชท.)
38. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (จต.ชอ.วิ.)
39. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก (จต.ชอ.)
40. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นโท (จต.ชท.)
41. พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นตรี (จต.ชต.)
42. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นเอก (จร.ชอ.)
43. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระ (จร.ชท.วิ.)
44. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นโท (จร.ชท.)
45. พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ ชั้นตรี (จร.ชต.)
46. พระครูสัญญาบัตร รองเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ (รจร.)
47. พระครูสัญญาบัตร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ (ผจร.)
48. พระเปรียญธรรม 6 ประโยค
49. พระเปรียญธรรม 5 ประโยค
50. พระครูปลัดของพระราชาคณะ ชั้นเทพ
51. พระครูปลัดของพระราชาคณะ ชั้นราช
52. พระครูวินัยธร
53. พระครูธรรมธร
54. พระครูคู่สวด
55. พระเปรียญธรรม 4 ประโยค
56. พระปลัดของพระราชาคณะ ชั้นสามัญ
57. พระเปรียญธรรม 3 ประโยค
58. พระครูรองคู่สวด
59. พระครูสังฆรักษ์
60. พระครูสมุห์
61. พระครูใบฎีกา
62. พระสมุห์
63. พระใบฎีกา
64. พระพิธีธรรม

 

บัญชีอัตรานิยตภัตของพระภิกษุ

 

 

ที่

สมณศักดิ์/ตำแหน่ง

เดือนละ

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

21

22

23

24

25

26

27

28

29

30

31

32

33

 

34

35

36

37

38

39

40

41

42

43

44

45

46

 

47

48

 

49

50

51

52

53

54

55

56

 

57

58

59

60

 

61

62

63

64

65

 

66

67

68

69

70

71

72

73

74

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า

สมเด็จพระสังฆราช

ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

กรรมการมหาเถรสมาคมที่เป็นสมเด็จพระราชาคณะ

กรรมการมหาเถรที่มิได้เป็นสมเด็จพระราชาคณะ

เจ้าคณะใหญ่หนต่างๆ

พระราชาคณะเจ้าคณะรอง  ชั้นหิรัณยบัฏ

พระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นสัญญาบัตร

เจ้าคณะภาค

แม่กองธรรม/แม่กองบาลี

รองเจ้าคณะภาค

พระราชาคณะชั้นธรรม

พระราชาคณะชั้นเทพ

พระราชาคณะชั้นราช

พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.๙

พระราชาคณะปลัดซ้าย/ขวา/กลาง

พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.๗-๘

พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ.๕-๖

พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ. ๔

พระราชาคณะชั้นสามัญ ป.ธ. ๓

พระราชาคณะชั้นสามัญ ฝ่ายวิปัสสนา

พระเปรียญธรรม ๙ ประโยค

พระคณาจารย์เอก

พระราชาคณะชั้นสามัญยก

พระครูปลัดชั้นเอก   ของสมเด็จพระราชาคณะ

พระคณาจารย์โท

พระครูปลัดชั้นโท ของสมเด็จพระราชาคณะ

พระครูปลัดชั้นเอก ของรองสมเด็จพระราชาคณะ

พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระสังราชเจ้าชั้นเอก

พระครูฐานานุกรมของสมเด็จพระสังราช ชั้นเอก

พระครูปลัดชั้นตรีของพระราชาคณะชั้นธรรม

พระครูฐานานุกรมของพระสังฆราชเจ้า

พระครูฐานานุกรมของพระสังฆราช

พระอารามหลวง

พระราชาคณะชั้นสามัญ  เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

พระราชาคณะชั้นสามัญ   เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท

พระราชาคณะชั้นสามัญ   เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

พระครูสัญญาบัตร    เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท

พระครูสัญญาบัตร    เจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นตรี

พระครูสัญญาบัตร   รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก

พระครูสัญญาบัตร    รองเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท

พระครูสัญญาบัตร    รองเจ้าอาวาส พระอารามหลวงชั้นตรี

พระครูสัญญาบัตร   ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ

พระครูสัญญาบัตร   ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายวิปัสสนา

พระครูสัญญาบัตร   ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก/เทียบเท่า

พระครูสัญญาบัตร   ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นโท/เทียบเท่า

จังหวัด

เจ้าคณะจังหวัด

รองเจ้าคณะจังหวัด

อำเภอ

พระราชาคณะชั้นสามัญ

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าคณะอำเภอ ชั้นพิเศษ

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าคณะอำเภอชั้นเอก

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าคณะอำเภอชั้นโท

พระสังฆาธิการ เจ้าคณะอำเภอ

พระครูสัญญาบัตร 

พระครูสัญญาบัตร 

พระสังฆาธิการ  รองเจ้าคณะอำเภอ

ตำบล

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าคณะตำบลชั้นเอก

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าคณะตำบลชั้นโท

พระครูสัญญาบัตร   เจ้าคณะตำบลชั้นตรี

พระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบล

วัดราษฎร์

พระครูสัญญาบัตร     เจ้าอาวาสวัดราษฏร์ชั้นเอก

พระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโทหรือเทียบเท่า

พระครูสัญญาบัตร  เจ้าอาวาสวัดราษฎร์  ชั้นตรี

พระครูสัญญาบัตร  รองและผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราษฎร์  ชั้นตรี

พระอธิการ

เลขานุการ

เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

เลขานุการเจ้าคณะใหญ่

เลขานุการเจ้าคณะภาค

เลขานุการรองเจ้าคณะภาค

เลขานุการเจ้าคณะจังหวัด

เลขานุการรองเจ้าคณะจังหวัด

เลขานุการเจ้าคณะอำเภอ

เลขานุการรองเจ้าคณะอำเภอ

เลขานุการเจ้าคณะตำบล

32,200

29,200

26,300

23,400

20,400

20,400

17,500

11,700

14,600

14,600

11,700

11,700

    8,800

      5,900

4,700

4,700

4,400

4,100

3,800

3,500

3,500

3,500

3,500

3,200

3,200

3,200

2,900

2,600

2,600

2,600

2,300

2,300

2,300

 

4,100

3,800

3,500

3,200

2,900

2,600

2,900

2,600

2,300

2,900

2,600

2,600

2,300

 

8,800

3,800

 

3,500

3,200

2,900

2,600

2,600

2,600

2,300

2,300

 

2,600

2,300

2,100

2,100

 

2,300

2,100

1,800

1,500

1,500

 

8,800

3,200

2,900

2,600

2,600

2,300

1,800

1,500

1,000

 

 

 

 

พัดยศสมณศักดิ์

 

 

ภาพ

ตำแหน่ง

 

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

 

สมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ

รองสมเด็จพระราชาคณะชั้นหิรัญบัฏ

 

พระราชาคณะชั้นธรรม ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

 

พระราชาคณะชั้นธรรม

 

พระราชาคณะชั้นเทพ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

 

พระราชาคณะชั้นเทพ

 

พระราชาคณะชั้นราช

 

พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

 

พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ

 

พระราชาคณะชั้นสามัญยก

 

 

 

 

 

http://watpanead.com/paad01.html

สาระน่ารู้ พัดยศสมณศักดิ์

พัดยศพระสังฆราช

 

พัดยศ สมณศักดิ์ น่าจะมีที่มาจากตาลปัตร ซึ่งตามหลักฐานพบว่า ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ หรือ พระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ได้มีกฎหมายที่กล่าวถึงการใช้ตาลปัตร (สมัยนั้นใช้ คำว่า ตาลีปัต) เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๔ ในสมัยพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการติดต่อทางการพระพุทธศาสนากับสิงหฬทวีป คือประเทศ ลังกาก็มีหลักฐานพบว่า กษัตริย์ลังกาได้พระราชทานของควรแก่สมณหลายอย่างแก่พระเถระมอญ ที่ชาวไทย ส่งไปบวชแปลงเป็น นิกายลังกาวงศ์ ในบรรดาของควรแก่สมณดังกล่าว มีตาลปัตรรวมอยู่ด้วย มีลักษณะเป็นพัดพื้นแพรรูปคล้ายพัดรองของไทย ด้ามเป็นงา แต่กลึงสั้นกว่า ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกฐ ทางลังกาขอคณะสงฆ์ไทยไปตั้งสมณวงศ์ที่เรียกว่า สยามวงศ์ ที่ลังกา ในจดหมายเหตุทูตลังกา ตอนเข้าเฝ้าพระสังฆราชไทยว่า "มีบัลลังก์ตั้งพัดยศ ด้ามงาสองเล่ม เล่มหนึ่งพื้นพัด สานด้วยงา อีกเล่มหนึ่งพื้นกำมะหยีสีแดง ปักเป็นลวดลายด้วยทองและเงิน" แสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของ พัดยศมาตามลำดับ ทั้งไทยและลังกา ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางพุทธศาสนานิกายเถรวาทมาอย่างแนบแน่น ยาวนาน

           พัดยศสมณศักดิ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีรูปลักษณะและสี แตกต่างกันไปตามลำดับชั้นนั้น ๆ เริ่มตั้งแต่ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก ชั้นสมเด็จพระราชาคณะ ชั้นเจ้าคณะรอง ชั้นธรรม ชั้นเทพ ชั้นราช ชั้นสามัญ พระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษ ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี พระเปรียญธรรม ตั้งแต่ ๓ ประโยดถึง ๙ ประโยค พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทาน เป็นการยกย่องและประกาศคุณงามความดีของพระภิกษุสงฆ์ ผู้มีความสมควรตามฐานานุรูป เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนา ให้ดำรงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป

พัดยศพระสังฆราช

พัดยศสมณศักดิ์ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส

 

         เป็น พัดแฉกตาดพิเศษ ด้ามงาต่อกลาง มีลวดลายปักที่ใจกลางพัดกับบัวและยอดงา แกะเป็นเครื่องหมายแสดงคุณวุฒิ ที่สำคัญของท่านผู้นั้น ถือว่าเป็นการเพิ่มเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ให้สูงขึ้นอีก พัดปักแฉก ลายพิเศษนี้น่าจะเริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากไม่พบหลักฐานมาก่อนหน้านี้

 

พัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์

 

         เป็นพัดแฉกตาดพิเศษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างถวายเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๔๒๒ ลักษณะเป็น พัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นตาดเงินสลับตาดทองปักดิ้นเลื่อม เช่นเดียวกับพัดยศสำหรับตำแหน่งสกลมหาสังฆปริณายกตามธรรมดา เพียงแต่ลายกลางปักเป็นรูปอุณาโลม ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ ด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่งปักเป็นรูปฉัตร ๕ ขั้น ยอดงาแกะสลักเป็นฉัตร ๗ ชั้น ด้ามเป็นงา

 

พัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส และสมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์

 

          พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ได้โปรดเกล้า ฯ ให้ทำพัดยศ ถวายในงานพระราชพิธีมหาสมณุตตมาภิเศก เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ลักษณะเป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นตาดขาวลูกคั่นลายสลับ พื้นตาดทอง ปักลายกนกด้วยดิ้นเลื่อม ลายกลางปักเป็นรูป พระมหามงกุฎ ด้ามเป็นงา ที่คอแกะเป็นรูปพรหม ส้นแกะสลักเป็น บัวกลุ่ม ยอดงาแกะเป็นรูปพระมหามงกุฎ

 

พัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์

 

         เป็นพัดแฉกตาด ใจกลางปักเป็นรูปประสาท อันเป็นตราประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ยอดงา แกะเป็นฉัตร ๕ ชั้น ด้ามเป็นงา คอแกะเป็นรูปเทพนม ส้นแกะเป็นรูปบัวกลุ่ม

 

พัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

 

          เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นตาดเหลือง สลับตาดขาว ปักดิ้นเลื่อมทองแร่ง ลายก้ามปูรักร้อยใบเทศ ใจกลางปักเป็นช่อใบเทศแฉก ๙ กลีบ ด้ามงา คอแกะเป็นรูปเทพนม ส้นแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นฉัตร ๓ ชั้น

 

พัดยศสมเด็จราชาคณ

พัดยศสมเด็จพระราชาคณะและพระราชาคณะ

พัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระราชาคณะ ชั้นสุพรรณบัฏ

 

         เป็น พัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นตาดเหลือง มีคั่นสลับเป็นริ้วด้วยตาดสีน้ำเงินอ่อน และขาวปักลายกนกด้วยดิ้นเลื่อม และทองแร่ง ใจกลางเป็นตาดเหลือง ปักเป็นช่อใบเทศ แฉก ๙ กลีบ ด้ามเป็นงา คอแกะเป็นรูปเทพนม ส้นแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะ เจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏ

 

         เป็นพัดแฉกรูปทรงข้าวบิณฑ์ พื้นโหมดเหลือง สลับริ้วลูกคั่นตาดสีแดง ขาว น้ำเงินอ่อน ปักลวดลายด้วยดิ้นเลื่อม ทองแร่ง ลายกนกก้านขด ใจกลางเป็น โหมดเหลืองปักเป็นช่อใบเทศ ด้ามงาต่อกลาง ส้นและคอแกะเป็นบัวซ้อน

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นธรรม

 

          เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นแพรสีต่าง ๆ (ขาว เหลือง แดง ดำ เขียว ชมพู ม่วง น้ำเงิน) มีริ้วไหมทองเส้นหยาบคั่น ปักดิ้นเลื่อม ทองแร่ง ลายก้ามปูรักร้อย ใจกลางปักเป็นช่อใบเทศ แฉกใบใหญ่ ๕ กลีบ ด้ามงาต่อส้นแกะเป็นบัวกลุ่ม คอแกะเป็นรูปเทพนม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน < พระธรรมเจดีย์ เป็นของ พื้นแพรสีขาว> < พระธรรมปาโมกข์ พื้นแพรสีเหลือง> < พื้นแพรสีแดง> < พื้นแพรสีดำ> < พื้นแพรสีเขียว> < พื้นแพรสีชมพู> < พระธรรมโกศาจารย์, ม่วงอ่อน พื้นแพรสีม่วง,> < พื้นแพรสีน้ำเงิน>

 

พัดยศสมณศักดิ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงชินวรสิริวัฒน์

 

         เป็นพัดแฉกตาด ใจกลางปักเป็นรูปประสาท อันเป็นตราประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า ฯ ยอดงา แกะเป็นฉัตร ๕ ชั้น ด้ามเป็นงา คอแกะเป็นรูปเทพนม ส้นแกะเป็นรูปบัวกลุ่ม

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชคณะชั้นเทพ

 

          เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นกำมะหยี่สีแดง ริ้วลูกคั่นสีเขียวสลับกับพื้นสีน้ำเงินแก่ ปักดิ้นเลื่อมทองแร่ง ประดับพลอยสี ลายรักร้อย ใจกลางปักเป็นช่อใบเทศ แฉกใบใหญ่ ๕ กลีบ ด้ามงาต่อส้นแกะเป็นบัวกลุ่ม คอแกะเป็นเทพนม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นราช

 

          เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นกำมะหยี่ สีแดง สลับสี ปักทองแร่ง ลายก้านขดใบเทศ ใจกลางปักเป็นหน้าราหู แฉกใบใหญ่ ๕ กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นและคอ แกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน ถ้าเป็นฝ่ายวิปัสนาธุระ ใช้พื้นกำมะหยี่สีขาวล้วน นอกนั้นเหมือนกัน

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญยกฝ่ายวิปัสสนาธุระ

 

          เป็นพัดหน้านาง งาสาน ด้ามงาต่อ ส้นและคอ แกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดเป็นเม็ดทรงมัณฑ์อย่างใหม่ เป็นพัดแฉกพื้นกำมะหยี่สีขาว ปักดิ้นด้าน ลายก้ามปู รักร้อยร้อยใบเทศ ใจกลางปักเป็นหน้าราหูเล็ก แฉกใบเล็ก ๕ กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นและคอแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน ถ้าเป็นฝ่ายวิปัสสนาธุระ ใช้พื้นกำมะหยีสีขาวล้วน นอกนั้นเหมือนกัน

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญ

 

          เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นกำมะหยี่สลับสี ปักดิ้นเลื่อม ลายก้ามปูใบเทศ ใจกลางปักเป็นหน้าราหูใหญ่ กระจังขอบนอกสีแดง ลายลูกคั่นสลับสีเขียว ม่วง เหลือง ใจกลางสีน้ำเงินแฉกใบใหญ่ ๕ กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นและคอแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน หมายเหตุ เปรียญในที่นี้ หมายถึง เปรียญตั้งแต่ ๓ ประโยค ถึง ๙ ประโยค

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะชั้นสามัญยก

 

          เป็นพัดแฉกทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ พื้นกำมะหยี่สลับสี ลายหักทองขวางจีน แฉกใบใหญ่ ๕ กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นและคอแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน อย่างใหม่ ปักดิ้นด้านลายก้ามปูรักร้อยใบเทศ ใจกลางปักเป็นหน้าราหูเล็ก นอกนั้นเหมือนกัน

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระราชาคณะ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ

 

          เป็นพัดหน้านาง งาสาน ขอบงา คาบตับงา ด้ามงาต่อ ส้นและคอแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดเป็นเม็ดทรงมัณฑ์ อย่างใหม่ เป็นพัดแฉกพื้นกำมะหยี่สีขาว ปักดิ้นด้านลายก้ามปู รักร้อยใบเทศ ใจกลางปักเป็นหน้าราหูเล็ก แฉกใบเล็ก ๕ กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นและคอแกะเป็นบัวกลุ่ม ยอดแกะเป็นบัวซ้อน

พัดยศพระครูสัญญาบัตร

 

 

 

พัดยศพระครูสัญญาบัตร

พัดยศสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะจังหวัดชั้นเอก ชั้นโท

(พระครูเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก)

 

 ชั้นเอก เป็น พัดรูปพุ่มข้าวบิณฑ์ชนิดเปลวเพลิงพื้น สักหลาดสีแดง กลางสลับสีขาบ เขียว และม่วง ปักดิ้นมันแฉก 3 กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นเป็นเม็ด ทรงมัณฑ์ ยอดเป็นบัวซ้อน ๓ ชั้น ไม่แกะ

        ชั้นโท เป็นพัดรูปพุ่มข้าวบิณฑ์ ชนิดเปลวเพลิง พระครู เจ้าอาวาสพระธรรมหลวงชั้นเอก อย่าง เก่า พื้นเยียระบับ สลับสี อย่างใหม่ พื้นสักหลาดสีแดงล้วน ปักดิ้นมันแฉก ๓ กลีบ ด้ามงาต่อ ส้นเป็นเม็ดทรงมัณฑ์ ยอดเป็นบัวซ้อน ไม่แกะทั้งสองอย่าง


พัดยศสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะอำเภอชั้นพิเศษ ชั้นเอก ชั้นโท

 

        ชั้นพิเศษ เป็นพัดพุดตาน พื้นสักหลาดสีแดงกลางสลับสี น้ำเงิน แดง และเขียว ลวดปักดิ้นเลื่อมด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ 

        ชั้นเอก เป็นพัดพุดตาน พื้นสักหลาดสีแดงล้วนลวดปักดิ้น ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ

        ชั้นโท เป็นพัดพุดตาน พื้นแพรแดง ใจกลางสลับเยียระบับลวดปักดิ้น ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ 

 

         พัดยศสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตรเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท ชั้นตรี 

 

          ชั้นโท เป็นพัดพุดตานใบกลาง พื้นกำมะหยี่ สลับสีแดงขอบน้ำเงิน ปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศร้อยรัก ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ

          ชั้นตรี เป็นพัดพุดตานใบเล็ก พื้นกำมะหยี่สลับสีแดงขอบเขียว ปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศร้อยรัก ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ

 

พัดยศสมณศักดิ์พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอกฝ่ายวิปัสสนาธุระ

ชั้นโทฝ่ายวิปัสสนาธุระ ชั้นตรี   

                   

  ชั้นเอก (วิ) เป็น พัดพุดตานใบเล็ก พื้นกำมะหยี่สีขาวปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศร้อยรัก ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ (หมายเหตุ ใช้กับเจ้าอาวาสวัดราษฎรชั้นเอกฝ่ายวิปัสสนาธุระด้วย) 

        ชั้นโท (วิ) เป็นพัดพุดตานใบเล็ก พื้นสักหลาดสีขาวสลับสักหลาดสีชมพูอ่อน ลวดปักดิ้นเป็นรูปกลีบบัวบาน ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ (หมายเหตุ ใช้กับเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาธุระด้วย) 

        ชั้นตรี เป็นพัดพุดตาน พื้นแพรแดงล้วนลายปักดิ้น ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ (หมายเหตุ ใช้กับเจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรีด้วย) 

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระครูสัญญาบัตรพิเศษ จ.ป.ร.

 

             เป็นพัดพุดตานใบเล็ก พื้นกำมะหยี่สีน้ำเงิน ปักไหมทอง ใจกลางปักอักษรย่อพระนาม จ.ป.ร. ใต้พระเกี้ยว ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ


 

 

 

พัดยศพระครู

พัดยศพระครู

พัดยศสมณศักดิ์ พระครู ฐานานุกรมพระครูปลัดฯ

สมเด็จพระราชาคณะ พระราชาคณะเจ้าคณะรอง

 

ตำแหน่งแรก            ตำแหน่งที่สอง

 ตำแหน่งแรก   เป็นพัดพุดตาน พื้นกำมะหยี่สีเหลือง สลับสักหลาดสีแดง ลวดใหญ่ปักทองแร่ง ลวดเล็กปักดิ้นด้าน ลายปักดิ้นมันและเลี่ยมเงิน ด้ามงาต่อ คอและยอดแกะเป็นบัวกลุ่ม ส้นแกะเป็นช่องลูกฟัก

        ตำแหน่งที่สอง   เป็นพัดพุดตาน พื้นกำมะหยี่สีแดงสลับสักหลาดสีเหลือง ลวดใหญ่ปักดิ้นมัน ลวดเล็กปักดิ้นด้าน ลายปักดิ้นมันและเลี่ยมเงิน ด้ามงาต่อ คอและยอดแกะเป็นบัวกลุ่ม ส้นแกะเป็นช่องลูกฟัก


 พัดยศสมณศักดิ์ พระครูฐานานุกรมพระครูปลัดฯ

พระราชาคณะชั้นธรรม ชั้นเทพ ชั้นราช ชั้นสามัญ

 

ชั้นธรรม                  ชั้นเทพ                  ชั้นราช                   ชั้นสามัญ

        ชั้นธรรม  เป็นพัดพุดตาน พื้นกำมะหยี่สีน้ำเงินสลับกำมะหยี่สีแดง ลวดใหญ่ปักดิ้นด้าน ลวดเล็กปักดิ้นมัน ลายปักดิ้นมัน และเลี่ยมทอง ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ

        ชั้นเทพ   เป็นพัดพุดตาน พื้นสักหลาดเขียวสลับสักหลาดแดง ลวดใหญ่เล็กปักไหมทองถัก ลายปักดิ้นมัน ด้ามลายปักดิ้นด้าน และเลี่ยมทอง

        ชั้นราช   เป็นพัดพุดตาน พื้นสักหลาดม่วงสลับสักหลาดแดง ลวดใหญ่เล็กปักไหมทองถัก ลายปักดิ้นมัน ด้านลายปักดิ้นด้าน และเลี่ยมทอง ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ

          ชั้นสามัญ   เป็นพัดพุดตาน พื้นเยียระบับเย็บ สลับอัตลัด ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระครูฐานานุกรม พระครูปริตของสมเด็จพระสังฆราช
พระครูวินัยธร และพระครูธรรมธร

 

          พระครูปริต   เป็นพัดพุดตามใบใหญ่ พื้นกำมะหยี่ แดงล้วน ปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศรักรัอย ด้านงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ

                    ชั้นเอก   ใบใหญ่

                    ชั้นโท   ใบเล็ก

          พระครูวินัยธร   เป็นพัดพุดตาน พื้นสักหลาดแดงล้วน ปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศรักร้อยอย่างละเอียด ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ พระครูวินัยธร และพระครูธรรมธรฐานานุกรมของ เจ้าคณะใหญ่ ลงมาถึงชั้นราช ต่างกันที่ จะมีลายใบเทศ รักร้อยอย่างหยาบ

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระครูฐานานุกรม พระครูคู่สวด
พระครูรองคู่สวด พระครูสังฆ์รักษ์  

                 

  คู่สวด   เป็นพัดพุดตานใบเล็ก พื้นสักหลาดสลับสีเขียวกับแดง ปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศรักร้อย ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ 

        รองคู่สวด      อย่างเก่า   เป็นพัดหน้านาง พื้นกำมะหยี่ หักทองขวางจีน ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ อย่างใหม่   เป็นพัดหน้านาง พื้นกำมะหยี่ ปักทองแร่ง ลายก้านขดใบเทศ ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ 

        สังฆรักษ์   สำหรับสมเด็จพระสังฆราชเจ้าถึงชั้นเจ้าคณะรอง เป็นพัดหน้านาง พื้นกำมะหยี่แดงล้วน สำหรับพระราชาคณะชั้นธรรมถึงชั้นราชพื้นสักหลาดแดงล้วน ลายกนกก้านขด ลวดปักดิ้น ใบและดอกปักดิ้นเลื่อม เหมือนกันหมด 

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระครูปริตรามัญ พระครูฐานานุกรมพระครูสมุห์
พระครูฐานานุกรมพระครูใบฎีกา

             

ปริตรามัญ   เป็นพัดพุดตาน พื้นกำมะหยี่แดงล้วน ปักดิ้นเลื่อม ลายใบเทศรักร้อย ด้ามงาต่อ คอ ส้น และยอดไม่แกะ 

          สมุห์   เป็นพัดหน้านาง พื้นอัตลัดแดงและม่วงแก่ ดอกเล็กสลับกัน ใจกลางแดง ประดับเลื่อม ด้ามงาต่อ คอ ส้นและยอดไม่แกะ

          ใบฎีกา   เป็นพัดหน้านาง เหมือนพระครูสมุห์ แต่เปลี่ยนพื้นอัตลัดกลับกัน ในที่เป็นสีแดงจะเป็น สีม่วงแก่ ในที่เป็นสีม่วงแก่จะเป็นสีแดง และใจกลางเป็นสีม่วงแก่

 

พัดยศสมณศักดิ์ พระฐานานุกรมพระสมุห์ พระฐานานุกรมพระใบฎีกา 

            

พระสมุห์   เป็นพัดหน้านาง พื้นอัตลัดแดงและม่วงแก่ ดอกใหญ่ สลับกัน ใจกลางแดง ไม่ประดับเลื่อม ด้ามไม้ ยอดงาเป็นเม็ดทรงมัณฑ์

          ใบฎีกา   เป็นพัดหน้านางเหมือนพระสมุห์ เป็นแต่เปลี่ยนพื้นอัตลัดกลับกัน ในที่เป็นแดงจะเป็นม่วงแก่ ในที่ม่วงแก่จะเป็นแดง และใจกลางเป็นม่วง

 

พัดยศ

 

 

พัดยศเปรียญ และอื่นๆ

พัดยศเปรียญที่เป็นราชวงศ์

 

 เป็น พัดหน้านางพื้นตาด เหมือนเปรียญ ๙ ประโยค บางรูปได้รับพระราชทานพัดโหมด บางรูปได้รับพระราชทาน พัดโหมดพิเศษ ปัจจุบันไม่มีผู้ได้รับพระราชทานแล้ว

 

พัดเปรียญรามัญ พัดรัตนาภรณ์ ร.๙ พัดนักธรรม

 

        พัดเปรียญรามัญ เท่าที่พบมี ประโยค ๒ ไม่มีระดับอื่น น่าจะไม่เหมือนของไทย ซึ่งมีตั้งแต่ประโยค ๓ ขึ้นไป 


        พัดรัตนาภรณ์ ร.9  เป็น พัดรัตนาภรณ์ที่สร้างขึ้นประจำรัชกาล เพื่อพระราชทานพระสงฆ์ที่สมควร ตามพระราชอัธยาศัย ใช้ได้เฉพาะตัวผู้ได้รับพระราชทาน และนำไปใช้งานชาวบ้านไม่ได้ แม้งานพระราชพิธีก็มีใช้เฉพาะเวลาถวายอนุโมทนา ในงานพระราชพิธีฉัตรมงคลงานเดียว 


        พัดนักธรรม สร้างขึ้นไปรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ นอกเหนือไปจากพัดเปรียญ เป็นพัดหน้านาง พื้นต่วนสีเหลือง พิมพ์เส้นสีดำเป็นรูปธรรมจักร ตรงกลางเป็นเกาะขัดสมาธิ ซึ่งเป็นยันต์ชนิดหนึ่ง ถัดออกมาเป็นรูปธรรมจักร ขอบลายกนก แบ่งออกเป็น ๓ ชั้น ดังนี้

นักธรรมเอก  ปักไหมต่างสีทับบนลายพิมพ์ ติดนมทองเหลืองดุน

 

นักธรรมโท  ติดนมทองเหลืองดุน เป็นตัวอักษร น.ธ.โท

 

นักธรรมตรี พิมพ์นมหน้าราหู

 

พัดพระพิธีธรรม  

 

          แต่ เดิมพระสงฆ์ที่สวดภาณวาร หรือสวดอาฏานาในพิธีตรุษ เรียกว่า พระพิธีธรรม ซึ่งชื่อนี้เกิดขึ้น ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ต่อมาเมื่อเลิกพิธีตรุษแล้ว พระ

พิธีธรรม คงมีหน้าที่ สวดพระศพอย่างเดียว เป็นพัดหน้านาง พื้นแพร ปักไหมทอง ลักษณะเหมือนพัดเปรียญรัชกาลที่ ๕ มีสีต่าง ๆ กัน คือ เหลือง แดง น้ำเงิน ขาว รวม ๔ เล่ม เป็นหนึ่งสำรับ ปัจจุบันมี ๑๐ สำรับ คือ วัดพระเชตุพน ฯ, วัดมหาธาตุ ฯ, วัดบวรนิเวศ ฯ, วัดสระเกศ ฯ, วัดสุทัศน์ ฯ, วัดประยูร ฯ, วัดอนง ฯ, วัดราชสิทธาราม ฯ และวัดระฆัง ฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 กด Link เข้าไปดูรูปภาพพัดยศแต่ละชั้น..........

 


 

 

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_76935.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_71793.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_71857.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_71939.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_72020.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_72055.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_72087.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_72118.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_72150.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_72184.jpg

 

http://file.siam2web.com/phramahaweera/files[images]/20121117_77513.jpg

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


Read more >>

 

Read more >>


Read more >>

บทความ ค่าของคน

ค่าของคน                                                 &n ...

 
Online:  1
Visits:  20,698
Today:  40
PageView/Month:  1,405

ยังไม่ได้ลงทะเบียน

เว็บไซต์นี้ยังไม่ได้ลงทะเบียนยืนยันการเป็นเจ้าของเว็บไซต์กับ Siam2Web.com